ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-37 เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

37 เข้าควบคุมพื้นที่เกิดเหตุ

ทหารทั้งสี่สิบคนเฝ้ารออยู่ตรอกด้านหลังของร้านหลินสุ่ยตั้งแต่แรก

เมื่อท่านแม่ทัพออกคำสั่ง จึงเข้ามาล้อมร้านหลินสุ่ยได้ในเวลาอันรวดเร็ว

ก่อนหน้านี้ ชุนต้าซันได้ควบคุมสถานที่เกิดเหตุตามคำเตือนของชุนถูหมีเอาไว้ในเบื้องต้น ครั้นท่านแม่ทัพและท่านผู้ตรวจการปรากฏตัวขึ้น สถานการณ์รอบด้านจึงอยู่ในความสงบเรียบร้อย

“ท่านแม่ทัพ ท่านมาได้อย่างไรขอรับ” ชุนต้าซันถามอย่างนอบน้อม

“บังเอิญ” หันอู๋เวยตอบชุนต้าซันแล้วเหลือบมองไปไปอีกทาง

ตอนที่จ้าวเหล่าชีวิ่งตะโกนอยู่นอกร้าน ก็สร้างประหลาดใจให้กับทั้งสองที่กำลังกินอาหารกันอยู่บนชั้นสอง พอพวกเขาเปิดหน้าต่างออกดู จึงเห็นสองพ่อลูกสกุลชุนเข้าอย่างคาดไม่ถึง

เขาเห็นใบหน้าที่ตกแต่งอย่างงดงามหลังจากที่หมวกสานหลุดออกพอดี แม้นางจะยังไม่โตถึงขั้นที่เรียกว่าหญิงสาว แต่ก็นับเป็นเด็กสาวที่น่ารักน่าถนอมคนหนึ่ง หันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวนเคยเห็นนางแต่งกายในชุดบุรุษชาวหูมาก่อน พอมาเห็นนางแต่งกายอย่างสตรีทั่วไปก็อดตะลึงมองไม่ได้

น่าเสียดายที่เหตุการณ์พลิกผันอย่างรวดเร็ว ทั้งสองชื่นชมสาวน้อยคงงามได้เพียงครู่เดียวก็ถูกพฤติกรรมของจ้าวเหล่าชีดึงความสนใจทั้งหมดไป ตอนนี้หันอู๋เวยคิดขึ้นมาก็ยังอดหงุดหงิดใจไม่ได้

“เรื่องนี้ ไม่ทราบว่าท่าน...” ชุนต้าซันลองหยั่งเชิง

ในราชวงศ์ต้าถัง อำนาจการควบคุมดูแลเขตปกครองต่างๆ ค่อนข้างสับสนปนเป ว่ากันตามหลักแล้ว คดีที่เกิดในพื้นที่ควรเป็นหน้าที่ของที่ว่าการท้องถิ่น แต่ถ้าเกิดมีกรมทหารประจำอยู่ในพื้นที่นั้นๆ ผู้มีตำแหน่งสูงสุดในกรมทหารมีอำนาจที่จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของการทหารและการปกครองได้เช่นกัน แม้เรื่องที่เกิดขึ้นอาจไม่เกี่ยวข้องกับทหารแต่อย่างใด แต่ก็เป็นการยุ่งเกี่ยวที่มิอาจหลีกเลี่ยงได้

“เจอแบบนี้ข้าคงมิอาจนิ่งดูดาย” หันอู๋เวยหยุดคิดเล็กน้อยก่อนพูดต่อไปว่า “เจ้าพาองครักษ์สิบคนของข้าไปสลายฝูงชนที่มุงดูอยู่บนถนนรอบนอกก่อน มายืนออกันแบบนี้ สร้างความเดือดร้อนให้กับชาวบ้านที่ไม่รู้เรื่องรู้ราวด้วย คงดูไม่ดีนัก”

“ขอรับ” ชุนต้าซันรับคำ อดเงยหน้ามองไปยังร้านขายผ้าฝั่งตรงข้ามไม่ได้

หันอู๋เวยเหมือนจะสังเกตเห็นจึงออกคำสั่งว่า “ที่ยืนอยู่ตรงโน้นเป็นคนที่บ้านของเจ้างั้นหรือ พาเข้าไปอยู่ในร้านก่อน แถวนี้กำลังวุ่นวาย อย่าให้เกิดเหตุไม่คาดฝันจะดีกว่า”

ชุนต้าซันกำลังกังวลเรื่องนี้ เมื่อได้ยินท่านแม่ทัพเอ่ยปากอนุญาต จึงรีบพาตัวลูกสาวและกั้วเอ๋อเข้าไปในร้านทันที

ชุนถูหมีเห็นหันอู๋เวยก็ตะลึงงัน แต่จิตวิญญาณของนางตอนนี้เป็นคนสมัยใหม่ อีกทั้งยังไม่ใช่สาวน้อยไม่ประสา นางสามารถรับแรงกดดันได้ดีกว่าเด็กสาวในยุคโบราณมากนัก

แม้จะรู้ตัวว่าตนเคยพูดจาข่มขู่เจ้านายใหญ่ของบิดา ทั้งยังตะโกนว่าจะควักลูกตาของเขาออกมา แต่ทั้งหมดนั้นก็เป็นเพราะเขาไร้มารยาทกับนางก่อน

เป็นเจ้านายใหญ่แล้วยังไง?

ใหญ่แล้วมาปีนกำแพงบ้านคนอื่นได้เรอะ?

ต่อให้เขาโกรธแค้นที่โดนนางด่า แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องอันทรงเกียรติที่เขาจะไปพูดให้ใครฟังได้

เมื่อนางเข้าใจเช่นนี้จึงวางท่าทีตามสบาย ไม่รู้สึกกดดันยามที่ต้องเดินตามชุนต้าซันเข้าไปในร้าน ขณะที่ชุนต้าซันแนะนำลูกสาวให้กับผู้บังคับบัญชาของตนได้รู้จัก นางก็คำนับให้อีกฝ่ายอย่างสงบเสงี่ยม เรียบร้อย ไม่มีอาการตื่นเต้นเคร่งเครียดแต่อย่างใด เหมือนกับว่าทั้งคู่ไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อน

หันอู๋เวยแสร้งวางท่าเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ที่เคร่งขรึมดุดัน แต่เมื่อเห็นว่านังหนูนี่ไม่มีความเกรงกลัวออกมาให้เห็น ก็อดคิดไม่ได้ว่าสาวน้อยคนนี้ใจกล้านัก เขาคงต้องทำความเข้าใจอีกฝ่ายเสียใหม่

เอ... หรือว่านางจำเขาไม่ได้

คนเราจะลืมคนที่ตนตะโกนไล่ให้ไสหัวไปได้รึ?

แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังไม่เคยบอกให้เขาไสหัวไปไหน อย่าว่าแต่เด็กสาวตัวน้อยแค่นี้เลย

ยังดีที่หันอู๋เวยรู้ตัวว่ามีเรื่องสำคัญกว่าต้องจัดการจึงไม่ได้พูดจาเย้าแหย่อีกฝ่ายให้ลำบากใจ เมื่อครู่เขาเห็นกับตาว่านางยังคงวางเฉยได้แม้สถานการณ์จะเลวร้ายถึงขั้นมีคนตายลงตรงหน้า ท่าทางของนางเมื่อครู่ทำให้เขาคิดถึงสาวน้อยฝีปากคมในศาลวันนั้น

ลึกๆ แล้วเขาอยากรู้จริงๆ ว่าตอนนี้นางมีความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในวันนี้อย่างไร หรืออยากจะทำอะไรต่อ ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่สนใจที่จะสั่งให้นางไปรออยู่ในห้องเดี่ยวชั้นบน แต่ปล่อยให้ยืนสังเกตการณ์อยู่ตรงมุมร้าน

เมื่อชุนต้าซันพาลูกสาวเข้ามาในร้านแล้วก็กลับไปควบคุมสถานการณ์ด้านนอกอีกครั้ง เป็นเวลาเดียวกับที่คังเจิ้งหยวนก้าวช้าๆ ลงมาจากชั้นสอง

ชุนถูหมีไม่รู้จักผู้ตรวจการคนนี้ แต่นางเคยศึกษาชุดขุนนางของราชวงศ์ถังมาก่อน ครั้นเห็นว่าคังเจิ้งหยวนสวมเครื่องแบบขุนนางสีเขียวเข้ม เข็มขัดเงินประดับด้วยหยกเก้าชิ้น สวมหมวกอันเป็นเครื่องแบบของขุนนางขั้นหก เมื่อคิดถึงข่าวที่ว่ามีผู้ตรวจการด้านงานราชทัณฑ์เดินทางมาถึงอำเภอฟ่านหยาง ผนวกกับเรื่องที่บิดาเคยเล่าให้ฟังจึงรู้ได้ทันทีว่าคนผู้นี้เป็นใคร

ดังนั้น ขณะที่คังเจิ้งหยวนเดินผ่านไป นางจึงค้อมตัวทำความเคารพอย่างสงบเสงี่ยมเรียบร้อย ผิดกับท่าทางเอาเรื่องขณะอยู่ในที่ว่าการอำเภอราวกับเป็นคนละคน

แม้คังเจิ้งหยวนจะสะดุดใจแต่เขาก็ทำเพียงพยักหน้ารับน้อยๆ ยังคงมีความเรียบเฉยและสำรวม เขาเดินไปยืนอยู่ข้างกายหันอู๋เวย

หันอู๋เวยสวมเครื่องแบบที่เรียกว่าชุดเกาเจียน เป็นชุดทหารระดับแม่ทัพอย่างเต็มรูปแบบ เขาคาดผ้าคาดสีแดงปักอักษรป้องกันสิ่งอัปมลคงอยู่ตรงกลางหน้าผาก สวมรองเท้าขอบสูง สะพายดาบเล่มยาวอยู่ทางซ้ายมือ มีคันธนูและลูกศรสะพายอยู่ทางขวามือ เรียกได้ว่าเป็นชายในเครื่องแบบที่ครบเครื่องโดยแท้ แม้จะสวมเครื่องแบบทหารที่ดูเคร่งขรึมแต่ก็ยังมีเสน่ห์ดึงดูดผู้คนให้มองมาทางเขาเป็นตาเดียว

เขายืนอยู่กับคังเจิ้งหยวน คนหนึ่งดูสุภาพเรียบร้อยสมเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น อีกคนดูห้าวหาญองอาจ สมเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ มีทั้งแข็ง มีทั้งอ่อน คนหนึ่งหน้าตาหล่อเหลา อีกคนมีบุคลิกโดดเด่น สมเป็นคนหนุ่มรุ่นใหม่ที่มีทั้งรูปลักษณ์และอนาคตยาวไกล

โชคดีที่คนอย่างชุนถูหมีเคยเห็นหนุ่มหล่อมากมายในโลกเก่า ทำให้มีภูมิต้านทานเสน่ห์ของเพศตรงข้าม หลังจากชื่นชมบุรุษทั้งสองจากใจจริง นางก็หันกลับไปสนใจกับคดีที่เกิดขึ้น

ในตอนนี้เอง เจ้าพนักงานของที่ว่าการอำเภอก็มาถึง เขาคือหัวหน้ามือปราบหงและลูกน้องอีกสี่คน ส่วนท่านหมอเหวิน หมอจากโรงหมอที่ใหญ่ที่สุดในอำเภอก็เดินทางมาถึงพร้อมกัน

ก่อนที่หัวหน้าหงจะมาถึง ได้ยินเสี่ยวจิ่วเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟังคร่าวๆ ยังคิดว่าเป็นคดีทั่วไป นั่นเพราะว่าเขารู้จักอันธพาลอย่างจ้าวเหล่าชีเป็นอย่างดี คิดว่าจ้าวเหล่าชีสร้างเรื่องเพื่อกรรโชกทรัพย์แล้วพลาดท่าทำจนตัวเองถึงแก่ชีวิต

แม้มีคนตายทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องใหญ่โตก็จริงแต่ก็ไม่ได้น่ากลัวแต่อย่างใด แค่จ่ายเงินชดเชยให้มากพอก็สามารถยุติคดีนี้ลงได้ แต่เมื่อเขามาถึงร้านหลินสุ่ย เห็นผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพและผู้ตรวจการอยู่ในที่เกิดเหตุด้วยก็เริ่มหวั่นใจขึ้นมา รีบเรียกลูกน้องให้นำเรื่องนี้ไปรายงานนายอำเภอทันที ส่วนตัวเองเดินเข้าไปแสดงความเคารพกับขุนนางทั้งสอง

คังเจิ้งหยวนหันไปสบตาหันอู๋เวย ก่อนที่ฝ่ายหลังจะแบมือสองข้าง ออกตัวไว้ก่อน “ข้าเป็นแค่ขุนนางฝ่ายบู๊ เรื่องการสืบคดี คงจะต้องให้เป็นหน้าที่ขุนนางฝ่ายราชทัณฑ์ตัวจริงอย่างเจ้ารับผิดชอบ ข้าจะคอยให้ความร่วมมืออยู่ข้างหลัง”

คังเจิ้งหยวนพยักหน้าอย่างเห็นด้วย แต่หางตายังคงไพล่มองไปยังชุนถูหมี เห็นว่าวันนี้นางพาสาวใช้มาด้วยและทั้งคู่กำลังยืนก้มหน้ามองพื้นนิ่งๆ หลบอยู่มุมด้านหนึ่งของร้าน ถ้าไม่สังเกต ก็คงไม่เห็นว่านางมีตัวตน คังเจิ้งหยวนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อยอย่างนึกขัน เขาออกคำสั่งติดๆ กันเป็นชุด

“วานแม่ทัพหันเรียกตัวทหารแปดสิบนายของข้า ที่รออยู่นอกอำเภอกลับมาที่นี่ด้วย” เมื่ออยู่ต่อหน้าคนนอก เขาเรียกขานหันอู๋เวยอย่างเป็นทางการ “คดีนี้อาจกินเวลายาวนาน พวกข้าคงต้องขอรบกวนพักต่อที่จวนของท่านอีกสักระยะ”

“ไม่มีปัญหา” หันอู๋เวยพยักหน้าเรียกทหารคนหนึ่งให้เดินเข้ามา

คังเจิ้งหยวนหยิบกระดาษออกจากแขนเสื้อส่งให้ทหารคนนั้น เขาเขียนหนังสือคำสั่งเอาไว้ก่อนหน้านี้ ลงประทับตราเรียบร้อยแล้ว สีหมึกและตราประทับยังสดใส เห็นได้ว่าเมื่อครู่เขาไม่ได้นั่งว่างๆ แต่ได้จัดการงานที่ควรจะทำเอาไว้แล้ว

พอทหารนายนั้นรับหนังสือคำสั่งออกไปแล้ว คังเจิ้งหยวนเรียกหัวหน้ามือปราบหงเข้ามา “วันนี้ท่านแม่ทัพเหมาชั้นสองของร้านหลินสุ่ยเอาไว้ทั้งหมด ไม่มีคนที่ไม่เกี่ยวข้องสักคน ตอนนี้ให้ท่านและลูกน้องของท่านพาลูกค้าทั้งหมดในร้านขึ้นไปชั้นสอง ใช้ห้องเดี่ยวที่อยู่ฝั่งตะวันออกเป็นที่บันทึกปากคำ ถามชื่อแซ่ ที่อยู่ และรายละเอียดว่าเวลานั้นพวกเขานั่งติดอยู่กับใคร ได้ยินได้เห็นเหตุการณ์ผิดปกติอะไรบ้าง จะต้องบันทึกอย่างละเอียดและถูกต้อง แต่ละครั้งที่ถามจะต้องถามเพียงคนเดียว คนอื่นๆ ให้ไปรออยู่อีกห้องหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องเล็กก็จริง แต่ต้องทำอย่างละเอียดถี่ถ้วน ถ้าเกิดทำได้ไม่ดี ข้าจะเอาเรื่องกับเจ้า”

“ข้าน้อยจะทำอย่างเต็มที่ขอรับ” หัวหน้าหงรับคำอย่างหวาดหวั่นแล้วพาคนออกไป

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว