ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-9. ซักถาม

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

9. ซักถาม

เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ทำให้ชุนต้าซันอดตำหนินางสวีซื่อในใจไม่ได้

แม้นางสวีซื่ออายุไม่มาก แต่ก็มากกว่าลูกสาวเขาถึงหกปี อีกทั้งเป็นหญิงที่ออกเรือนแล้ว พอเกิดเรื่องขึ้นมานางกลับไร้ความสามารถ ไม่อาจรับผิดชอบเรื่องใด ๆ ได้ บิดาของเขาก็ชราลงทุกวัน อีกสองปีลูกสาวเขาก็ถึงวัยออกเรือน แล้วจากนั้นเขาจะคาดหวังให้ภรรยาคอยดูแลครอบครัวนี้ต่อได้หรือ

“ท่านพ่อ ท่านรีบพูดสิว่าต่อมาเป็นอย่างไร” เมื่อเห็นชุนต้าซันตะลึงงันชุนถูหมีจึงเร่งรัด เวลามีจำกัดนางจะเสียเวลาไม่ได้

แต่ชุนต้าซันเป็นฝ่ายลังเลขึ้นมา “ถูหมี เจ้าจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม ไม่ต้องห่วงพ่อเรื่องขึ้นศาล พ่อรู้ว่าควรทำอย่างไร เจ้าไม่ต้องยุ่ง ถ้าชื่อเสียงของเจ้ามัวหมองต่อไปจะหาครอบครัวดี ๆ แต่งงานได้ยาก”

แม้แผ่นดินต้าถังจะเปิดกว้างเพียงใด ถ้าเป็นเด็กสาวทั่วไปถูกบิดาเอ่ยถึงเรื่องแต่งงานของตัวเองจะต้องเกิดความเขินอาย ทว่าชุนถูหมีมิใช่คน ‘ท้องถิ่น’ อีกทั้งยังหน้าหนา ดังนั้นนางจึงไม่สนใจเรื่องนี้ นางกลับสนใจถึงเรื่องที่คุยค้างอยู่มากกว่า

นางเริ่มขมวดคิ้ว สีหน้าและแววตาดุดันขึ้นมาก “ท่านพ่อ ท่านไม่ต้องห่วง ข้าแค่มาดูการไต่สวน ไม่มีทางขึ้นศาลเองแน่ ๆ แต่ตอนนี้เรื่องที่เกิดขึ้นดูมีพิรุธหลายอย่าง ถ้าเราไม่ตั้งรับให้ดี ๆ เกรงว่าจะผ่านมันไปได้ยาก ดังนั้นข้าอยากหาหมอความมาว่าความให้กับท่าน”

“หมอความ?”

“ใช่ มีคนชื่อซุนซิ่วไฉอยู่ทางตะวันออกของอำเภอ เป็นคนเขียนคำร้องทุกข์มานานหลายปี เขาขึ้นศาลว่าความให้กับชาวบ้านด้วย มีประสบการณ์มากมาย ถ้าให้เขาเป็นคนว่าความแทน มีความเป็นไปได้มากที่จะชนะคดี”

“แต่ว่าพ่อได้ยินมาว่าซุนซิ่วไฉมีค่าเขียนพู่กันแพงมาก ถ้าจะให้เขาว่าความก็คาดว่าจะยิ่งแพงกว่า”

“ขอเพียงช่วยท่านพ่อออกมาได้ จะต้องใช้เงินมากแค่ไหนก็คุ้ม” ชุนถูหมีร้อนใจ “อีกอย่างหนึ่งถ้าเกิดไม่ล้างมลทินให้ท่าน เรื่องการแต่งงานของข้าก็คงไม่ราบรื่น คงไม่มีใครอยากรับข้าเป็นภรรยา ดังนั้นการล้างมลทินให้พ่อเป็นสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าเงินทอง เฮ้อ ท่านพ่ออย่าร่ำไรเลย รีบเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ข้าฟังอย่าละเอียด ข้าจะได้นำไปเล่าให้ซุนซิ่วไฉฟังต่อได้ วันมะรืนก็จะมีการไต่สวนรอบที่สองแล้ว”

แม้จะมีการไต่สวนทั้งหมดสามรอบจึงจะตัดสินความผิดได้ แต่ส่วนมากเมื่อไต่สวนรอบที่สองแล้วผู้ต้องสงสัยยังไม่ยอมสารภาพก็มีการใช้เครื่องมือลงทัณฑ์ การโบยสิบไม้ก่อนหน้านี้เป็นแค่การลงโทษเล็ก ๆ เท่านั้น ที่นางยกเรื่องการแต่งงานขึ้นมาพูดก็เพราะต้องการยั่วยุให้ชุนต้าซันให้ความร่วมมือ

ตั้งแต่โบราณกาลมา คนจีนจะเป็นโรคเดียวกันหมดคือกลัวเสียเงินเวลาขึ้นโรงขึ้นศาล แม้จะบอกว่าทนายเรียกเก็บเงินราคาแพงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องที่สูงเกินไปก็เป็นภาระที่แบกรับกันไม่ค่อยไหว แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการที่มีผู้เชี่ยวชาญหรือเป็นมืออาชีพคอยช่วยเหลือสามารถช่วยให้หลุดพ้นความยากลำบากได้ง่ายขึ้น ดังนั้นการจ่ายเงินฟาดเคราะห์ จึงเป็นสิ่งที่ต้องกระทำเพื่อช่วยให้ชีวิตราบรื่น

เมื่อชุนถูหมีรับรองแข็งขันว่าจะไม่ขึ้นศาลด้วยตัวเองแล้ว ชุนต้าซันจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนั้นให้นางฟังอย่างละเอียด ตรงไหนที่เป็นส่วนสำคัญ ชุนถูหมียังจะซักถามอีกหลายรอบ ขณะที่ชุนต้าซันตอบคำถามนาง ความรู้สึกประหลาดใจที่เคยหายไปแล้วก็กลับมาอีกครั้ง

ลูกสาวคนนี้ของเขาแตกต่างจากลูกสาวในอดีตอย่างสิ้นเชิง เขาบอกไม่ถูกว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ดีหรือไม่ดี แต่ก่อนเขาต้องคอยเป็นห่วงลูกสาว แต่ตอนนี้ลูกสาวมาคอยเป็นห่วงเขา แม้เขาจะเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นพ่อที่มีลูกสาวให้ความเอาใจใส่ แต่ก็ยังรู้สึกสงสารนางมากกว่าเดิม ตอนที่ลูกสาวของเขาเกิดมาใหม่ ๆ ตัวใหญ่กว่าฝ่ามือเขานิดเดียว

ผู้คุมเข้ามาเร่ง ชุนถูหมีอิดออดบอกลาชุนต้าซัน จากนั้นนางหยิบเงินหนึ่งตำลึงสุดท้ายออกมา

กฎหมายต้าถังระบุไว้ว่า ถ้าเกิดครอบครัวของผู้ถูกคุมขังยินดีออกเงิน สามารถขอให้ผู้คุมช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของคนผู้นั้นได้ แม้ต้องถูกหักเงินไปส่วนหนึ่ง แต่หากสามารถทำให้บิดาของตนได้กินดีอยู่ดี นอนเตียงสะอาด ๆ ห่มผ้าที่สะอาดสะอ้าน มียาทาแผลที่ถูกโบย นางก็ยอม อีกประการหนึ่งนางยังถือโอกาสขอเข้าไปดูที่คุมขังฝ่ายหญิง

ผู้ร้องทุกข์ในคดีนี้ชื่อว่าจางอู่เหนียง ตามกฏหมายของต้าถัง ก่อนที่จะสืบคดีหรือตั้งข้อหาผู้กระทำความผิดอย่างชัดเจน ผู้ร้องทุกข์จะต้องถูกกักบริเวณไว้ด้วย ดังนั้นจางอู่เหนียงจึงถูกขังอยู่ที่นี่เช่นกัน

ชุนถูหมียืนอยู่หน้าประตูห้องขังมองผ่านลูกกรงเข้าไป เห็นจางอู่เหนียงยืนพิงกำแพงมุมหนึ่ง หญิงผู้นี้อายุแค่ยี่สิบเศษ ๆ หน้าตาถือว่ากลาง ๆ ค่อนไปทางดี แต่ดูท่ามิใช่หญิงที่สงบเสงี่ยมเรียบร้อยแต่อย่างใด

“เจ้าคือ” เมื่อเห็นชุนถูหมียืนอยู่ จางอู่เหนียงก็หรี่ตาถามขึ้นอย่างข้องใจ

“แหม จะหาคนให้ร้ายทั้งทีก็ไม่หาคนหน้าตาดีกว่านี้” ชุนถูหมีหัวเราะขึ้นมาอย่างเบื่อหน่าย “อย่างเจ้านี่เรียกว่าดูได้แล้วใช่ไหม?”

“เจ้าเป็นใครกันแน่” แววตาของจางอู่เหนียงเปล่งประกายดุดัน “หรือว่าเป็นคนในบ้านของเดรัจฉานตัวนั้น”

“เจ้าว่าใครเดรัจฉาน ว่าตัวเองหรือว่าคนในครอบครัวของเจ้า” กั้วเอ๋อด่ากลับอย่างโกรธจัด นางเรียนการด่าแบบสมัยปัจจุบันจากชุนถูหมี ฟังแล้วให้ความสะใจอย่างประหลาด

ชุนถูหมียกมือห้ามมิให้กั้วเอ๋อพูดต่อ

เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ไม่ผิด แค่ถูกนางยั่วยุหน่อยเดียวจางอู่เหนียงก็แสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงไม่ว่าใครคงไม่ชอบถูกคนอื่นวิจารณ์ว่าตัวเองไม่สวย แม้ตัวนางจะไม่สวยจริง ๆ ก็ห้ามพูด! ถ้าหญิงทั่วไปได้ยินคนมาว่าตรงๆแบบนี้ พวกนางมักแสดงอาการทั้งโกรธ อาย โมโห และตกใจ ซึ่งจางอู่เหนียงก็เช่นกัน

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าถ้าสิ่งที่เจ้าร้องทุกข์อยู่เป็นความเท็จ เจ้าจะต้องถูกฟ้องกลับ ยังดีที่เจ้ามิได้ร้องทุกข์เกี่ยวกับเรื่องก่อกบฏ ไม่อย่างนั้นต้องถูกลงโทษประหารสถานเดียว” ชุนถูหมีพูดด้วยสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงกลิ่นไอคุกคามอยู่เต็มเปี่ยม

“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าเมื่อคำฟ้องของเจ้าถูกตัดสินว่าเป็นเท็จ เจ้าจะถูกลงโทษตามโทษของผู้ที่ถูกเจ้าใส่ร้าย ยกตัวอย่างเช่น โทษของคดีข่มขืนมักจะถูกตัดสินให้เนรเทศไปชายแดน แต่ถ้ายังกระทำการข่มขืนไม่สำเร็จลุล่วง โทษก็จะลดลงไปหนึ่งหรือสองระดับ อาจจะถูกตัดสินให้จำคุกหนึ่งปีครึ่ง หรือถูกโบยหนึ่งร้อยไม้ ข้ามองดูแล้วเจ้าก็ยังดี ๆ อยู่ไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ดังนั้นการข่มขืนคงยังไม่สำเร็จสินะ ดูท่าโทษโบยหนึ่งร้อยไม้มีความเป็นไปได้สูง หวังว่าเจ้าจะทนไหวไม่เนื้อแตกตายเพราะถูกโบยตีไปเสียก่อนล่ะ”

“เจ้าข่มขู่ข้า!” จางอู่เหนียงลุกขึ้นยืน

ดูแล้วเป็นคนที่ชอบหาเรื่องเสียด้วย ก็จริงนะ ถ้าเกิดเป็นหญิงที่นิสัยอ่อนโยน จะเป็นหนึ่งในผู้ร่วมมือใส่ร้ายคนอื่นได้อย่างไร

“ใช่ ข้าข่มขู่” ชุนถูหมีกะพริบดวงตาดำขลับกลมโตอย่างคนหน้าซื่อ แม้นางจะใช้คำพูดข่มขู่ แต่กลับทำหน้าเป็นเวลาพูดกับอีกฝ่าย

“วันมะรืนขึ้นศาลเจ้าก็ทำตัวดี ๆ หน่อยก็แล้วกัน ถ้าเจ้ายอมรับว่าสิ่งที่ร้องทุกข์ไม่เป็นความจริง โทษที่จะได้รับก็ยังมีโอกาสลดหย่อนลงไป ไม่อย่างนั้นหากถึงเวลาเคราะห์หามยามร้ายก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือนนะ” นางพูดแล้วก็ไม่สนใจดวงตาที่เจิดจ้าด้วยแรงโทสะของจางอู่เหนียง เดินออกจากที่คุมขังทันที

เมื่อเห็นว่าเย็นมากแล้ว

อีกทั้งตัวนางยังเป็นผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณหรือยุคปัจจุบัน ตอนนี้ก็ไม่ใช่เวลาเหมาะสมที่จะไปรบกวนผู้อื่น จึงตัดสินใจกลับบ้านเตรียมตัวไปหาซุนซิ่วไฉพรุ่งนี้แต่เช้า

บ้านของพี่เสี่ยวจิ่วอยู่ในตัวอำเภอ ถ้าส่งนางกลับไปแล้วจะต้องวกกลับมาอีก ตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว อีกอย่างพรุ่งนี้จะต้องรีบมาแต่เช้าดูจะลำบากเกินไป ชุนถูหมีจึงบอกให้กั้วเอ๋อพาพี่เสี่ยวจิ่วไปบ้านอาซ้อเหอที่อยู่ข้าง ๆ เพื่อขอพักสักคืน

บ้านสกุลชุนตอนนี้มีแต่ผู้หญิง การจะให้ชายหนุ่มที่ไม่ใช่ญาติมาค้างคืนที่บ้านดูเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกอย่างยิ่ง อีกทั้งยังจะเป็นขี้ปากชาวบ้าน เรื่องนี้ทำให้ชุนถูหมีอดคิดถึงยุคปัจจุบันที่จากมาไม่ได้ เพราะในยุคนั้นการเช่าบ้านรวมกันของชายหญิงเป็นเรื่องธรรมดา แม้แผ่นดินต้าถังจะเปิดกว้างเพียงใดก็ยังไม่มีอิสระเท่ากับยุคของนาง

พวกนางเคาะประตูหน้าบ้านอยู่นานกว่าเสี่ยวฉินจะมายืนตะโกนถามเสียงสั่นอยู่หลังประตูว่า “ใครน่ะ”

“คุณหนูกลับมาแล้ว รีบเปิดประตูสิ” กั้วเอ๋อสะบัดเสียงใส่อย่างโมโห จากนั้นยังกดเสียงพึมพำอย่างหงุดหงิดใจ “ดูบ้านแลช่องก็ใส่ใจดีหรอก แต่ไม่เห็นจะสั่งให้คนคอยดูแลความปลอดภัยให้คุณหนูบ้างเลย ไปไหว้วานเพื่อนบ้านสักหน่อยก็ยังดี ทีอย่างนี้ทำมาเป็นตะโกนถาม”

ชุนถูหมีอดหัวเราะไม่ได้ นางรู้ดีว่า การไม่ให้กั้วเอ๋อพูดสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจออกมาเลยนั้นคงเป็นไปได้ยาก จึงปล่อยให้กั้วเอ๋อพูดไปตามสบาย

อีกอย่าง ยิ่งกั้วเอ๋อพูดได้มากเท่าไรนางก็รู้สึกสะใจมากขึ้นเท่านั้น นางเองก็ไม่ชอบนิสัยของนางสวีซื่ออยู่หลายเรื่อง ทว่านางสวีซื่อเป็นภรรยาของบิดา ไม่ว่าจะเป็นสมัยโบราณหรือปัจจุบัน เรื่องส่วนตัวของแม่เลี้ยงก็ไม่ใช่เรื่องที่คนเป็นลูกจะยุ่งเกี่ยว

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย NongkranWungrachSomrit
ติดตามตอนต่อไป... สำนวนเขียนลื่นไหลค่ะ
เมื่อ 2 สัปดาห์ 2 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย sk125
ช่วงแรกยังไม่ค่อยมีอะไรมากสินะ ตามต่อไปจ้า
เมื่อ 2 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว