ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-45 หาเหตุผลมาหน่อยสิ

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

45 หาเหตุผลมาหน่อยสิ

ซุนซิ่วไฉเคยได้ยินมาว่าใต้เท้าคังเป็นญาติกับท่านแม่ทัพ ชุนต้าซันก็เป็นลูกน้องของท่านแม่ทัพ ไม่แน่ว่าจะมีการช่วยเหลือเป็นการส่วนตัว

ตั้งแต่ขึ้นศาล สายตาของท่านแม่ทัพก็จับจ้องอยู่ที่ร่างของนังเด็กสกุลชุนตลอดเวลา หรือว่าจะเป็นแผนสาวงามที่พยายามมัดใจท่านแม่ทัพด้วยการนำเอาสาวน้อยสกุลชุนมาล่อ

ระหว่างที่ซุนซิ่วไฉขบคิดเรื่องนี้ ชุนถูหมียังคงยืนนิ่งด้วยท่าทีสงบเสงี่ยมเรียบร้อย

สถานที่พิจารณาคดีของที่ว่าการอำเภอนั้นกว้างขวาง แสงอาทิตย์ยามบ่ายสาดเข้ามาทำให้เห็นเงาของคนที่อยู่ด้านในเป็นเส้นยาวจรดมุมห้อง ดูคล้ายกับภูตผีที่กำลังคิดก่อความวุ่นวายให้กับโลกมนุษย์ สีหน้าของแต่ละคนแตกต่างกันออกไป

ชุนต้าซัน พี่เสี่ยวจิ่ว เถ้าแก่เนี้ยฟางและภรรยาของจ้าวเหล่าชีมีสีหน้ากังวลใจ

คนที่มาดูการไต่สวนมีความอยากรู้อยากเห็นระคนตื่นเต้น

เหล่ามือปราบที่กำลังทำหน้าที่มีสีหน้าเฉยเมย

ขุนนางที่กำลังนั่งฟังการไต่สวนมีสีหน้าเคร่งขรึมดุดัน ผิดกับสีหน้ากระเหี้ยนกระหือรือของซุนซิ่วไฉ

ส่วนชุนถูหมียืนนิ่งๆ ราวกับเป็นดอกบัวสีขาวสะอาดที่โผล่ขึ้นกลางโคลนตม ที่ที่นางยืนอยู่ดูราวกับมีรัศมีเรืองรอง ดึงดูดความสนใจของผู้คนทั้งหลาย

หันอู๋เวยมองนางพร้อมกับกระทุ้งข้อศอกใส่คังเจิ้งหยวนอีกครั้ง กระซิบเบาๆ ว่า “ตั้งแต่นางขึ้นศาลก็ไม่ได้มองมาทางพวกเราสักครั้ง ตั้งอกตั้งใจอยู่กับงานที่ทำ ความมุ่งมั่นของนังหนูนั่นยิ่งดูยิ่งแปลก... ให้ความรู้สึกว่าสวยแปลกๆ”

คังเจิ้งหยวนพ่นเสียงออกทางจมูกอย่างเอือมระอา ไม่สนใจถ้อยคำหยอกเย้าของญาติผู้พี่ แต่ในใจก็นึกอยากรู้ว่าชุนถูหมีจะโต้แย้งซุนซิ่วไฉอย่างไร

เหล่าพยานยืนรออยู่นอกพื้นที่พิจารณาคดีมาตั้งแต่เปิดศาล ดังนั้น เมื่อร้องให้เบิกตัว พวกเขาจึงเข้ามาอย่างรวดเร็ว มีท่านหมอเหวินที่มีวิชาแพทย์สูงส่งที่สุดในอำเภอ หวู่โจ้ประจำที่ว่าการอำเภอ คุณชายหวงลูกค้าที่กินอาหารในวันนั้น และยังมีหัวหน้ามือปราบหงที่ไปถึงสถานที่เกิดเหตุเป็นคนแรกของที่ว่าการอำเภอ

เมื่อแต่ละคนบอกชื่อบอกแซ่เสร็จ ก็คุกเข่าเยื้องไปด้านหลังของโจทก์และจำเลยเล็กน้อย แต่เพราะท่านหมอเหวินเป็นผู้มีชื่อเสียงและช่วยเหลืองานของราชการมามาก เขาจึงไม่ต้องคุกเข่าเหมือนอีกสามคน

เมื่อจางหงถูพยักหน้าอนุญาต ซุนซิ่วไฉจึงเดินขึ้นหน้าเพื่อซักถามพยาน “เรียนถามท่านหมอเหวิน วันนั้นที่ท่านตรวจดูอาการของคนป่วย พวกเขามีอาการอย่างไร”

“เป็นอาการที่เกิดจากการกิน ‘ปลาไถปา’ ที่เป็นพิษเข้าไป” ท่านหมอเหวินตอบอย่างไม่ติดขัด ไม่มีท่าทางผิดแปลกแต่อย่างใด

“ขออภัยที่บัณฑิตไร้มารยาท มิใช่ข้าแคลงใจในวิชาการแพทย์ของท่าน แต่เพื่อให้คนที่คิดจะใช้เล่ห์เหลี่ยมมาโต้แย้งเรื่องนี้ต้องยอมศิโรราบทั้งกายและใจ จึงขอให้ท่านอธิบายให้ชัดเจนอีกสักหน่อย”

เวรเอ๊ย! อีตาซุนซิ่วไฉพูดอย่างนี้ในยุคโบราณนี้ก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันแค่คำพูดของเขาก็สามารถโดนอีกฝ่ายฟ้องกลับ ฐานพูดจาหมิ่นประมาทได้แล้ว

“ข้าเป็นหมอ ไม่ชำนาญในการแก้พิษ ทว่าปลาชนิดนี้เป็นปลาที่ชาวบ้านทั่วไปนิยมกิน ข้าจึงเคยเจอคนที่กินแล้วเป็นพิษขึ้นมา หลายปีมานี้ข้ารักษาคนที่มีอาการเช่นนี้อยู่หลายสิบคน ไม่ใช่อาการที่รักษายากแต่อย่างใด ถ้าไม่เชื่อก็สามารถตามหมอของอำเภอใกล้เคียงมาตรวจดูร่วมได้” ท่านหมอเหวินกล่าวอย่างจริงจัง

ซุนซิ่วไฉพยักหน้าอย่างพอใจ หันไปทางหวู่โจ้ “เรียนถาม ว่าสิ่งที่ลูกค้าอาเจียนออกมานั้น มีพิษอย่างอื่นปะปนมาอีกหรือไม่”

“ข้าตรวจดูอย่างละเอียดหลายรอบแล้ว ไม่มีของมีพิษอย่างอื่น”

“ถ้าอย่างนั้นศพของจ้าวเหล่าชีท่านคงตรวจดูแล้วเช่นกัน มีเหตุผลอื่นที่อาจทำให้เขาถึงแก่ความตายได้หรือไม่”

“ศพของจ้าวเหล่าชีไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยใดๆ ไม่มีอาการป่วยอย่างอื่น แม้แต่ของที่เขาอาเจียนออกมาก็มีแต่เนื้อปลาและเศษผักอีกเล็กน้อย เหมือนกับอาหารที่เขากินในวันนั้นพอดี” หวู่โจ้ตอบอย่างมั่นใจ

ซุนซิ่วไฉปรายตามองชุนถูหมีอย่างท้าทาย ก่อนหันไปทางคุณชายหวงและหัวหน้ามือปราบหง

“คุณชายหวง ท่านเป็นตัวแทนของลูกค้าที่กินอาหารเป็นพิษเข้าไป ท่านรู้หรือไม่ว่ามีคนถูกพิษทั้งหมดกี่คน”

“น้ำแกงปลาทำมาสิบที่ คนถูกพิษมีสิบห้าคน ตายไปหนึ่ง”

“พวกท่านรู้จักกันหรือไม่”

“ส่วนใหญ่ไม่รู้จักกัน ทว่าอยู่ในอำเภอเดียวกันก็ย่อมต้องคุ้นหน้าคุ้นตา แต่ไม่เคยพูดคุยกัน”

“พวกท่านสั่งน้ำแกงปลาฟูหรงเหมือนกันทั้งหมดรึ?”

“อาหารที่สั่งมาแตกต่างกันก็มี แต่น้ำแกงปลาที่เป็นอาหารขึ้นชื่อของร้านหลินสุ่ยพวกเราล้วนสั่งมาเหมือนกัน เรียกว่าคนที่ถูกพิษสั่งมากินกันทุกโต๊ะ”

“ถ้าอย่างนั้นหัวหน้ามือปราบหง เรียนถามว่าตั้งแต่น้ำแกงปลาออกจากครัวมาจนถึงโต๊ะ ได้ผ่านมือคนอื่นหรือไม่ ข้าน้อยขอเปลี่ยนคำถามก็แล้วกันว่าคนอื่นจะทำอะไรกับมันได้หรือเปล่า”

หัวหน้ามือปราบหงยืดตัวตรงพูดเสียงดังฟังชัด “ไม่มี พวกเราได้ตรวจดูอย่างละเอียดแล้วว่าปลาที่จะทำน้ำแกงปลาจะถูกหมักด้วยสูตรลับเป็นเวลาคืนหนึ่งก่อนที่จะนำมาปรุงอาหาร พอวันรุ่งขึ้นเถ้าแก่เนี้ยฟางจะเป็นคนทำอาหารชนิดนี้เอง ในระหว่างนั้นห้องครัวที่ทำน้ำแกงปลาจะปิดเอาไว้ ไม่ว่าใครก็เข้าไปไม่ได้ พวกเราได้ตรวจดูอย่างละเอียด หน้าต่างในห้องครัวเล็กห้องนั้นไม่มีร่องรอยแตกหัก งัดแงะ จึงแน่ใจว่าไม่มีใครบุกเข้าไป ส่วนการยกอาหารชามนี้ออกไปนั้นจะมีฝาชามปิดเอาไว้จนกว่าจะไปถึงโต๊ะของลูกค้า ขั้นตอนเหล่านี้พวกเราได้บันทึกจากปากคำของพยานและผู้ที่เกี่ยวข้อง”

“เข้าใจแล้ว” ซุนซิ่วไฉหัวเราะเสียงดังพร้อมกับชี้ไปที่เถ้าแก่เนี้ยฟางอีกครั้ง “ถ้าอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่วางยาพิษทำร้ายลูกค้าก็คือเถ้าแก่เนี้ยฟางแห่งร้านหลินสุ่ย มีพยานบุคคลและพยานหลักฐานครบถ้วน ดูสิว่าเจ้ายังจะแก้ตัวอย่างไร”

คำพูดรวบรัดของซุนซิ่วไฉเป็นคำกล่าวหาที่ร้ายกาจนัก

แต่ในสายตาชุนถูหมีกลับเห็นเป็นเรื่องตลก นางยิ้มก่อนจะตอกกลับไปอย่างอดไม่ได้ “ซุนซิ่วไฉ แม้ข้าจะด้อยประสบการณ์ แต่ก็รู้ว่าในศาลแห่งนี้ มีแต่ใต้เท้าผู้พิจารณาคดีเท่านั้นจึงจะกล่าวสรุปคดีได้ สิ่งที่ท่านพูดมาทั้งหมดในวันนี้ข้ายังไม่ได้ยอมรับสักข้อ ท่านกล้าดีอย่างไรมาสรุปคดีแทนใต้เท้าทั้งสามที่นั่งอยู่ในที่นี่ ทำตัวเกินหน้าที่ จะเหนื่อยเอานะเจ้าคะ”

“หน็อยแน่ เจ้าเป็นแค่เด็กผู้หญิงที่รู้หนังสือไม่กี่ตัว คิดจะกลับขาวเป็นดำหรอกหรือ” ซุนซิ่วไฉหัวเราะเยาะ “อย่าเก่งแต่ปาก หาหลักฐานมารองรับสิ”

ชุนถูหมีไม่สนใจเขา เดินมาทำความเคารพขุนนางที่นั่งอยู่ทั้งหมดก่อนเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าทั้งสาม ข้ามีข้อสงสัยอยากจะซักถามพยาน ได้หรือไม่เจ้าคะ”

“อนุญาต” จางหงถูรับคำ

ชุนถูหมีไม่ได้แสดงท่าทีแข็งกร้าวดุดันอย่างที่ซุนซิ่วไฉทำเมื่อครู่ แต่ใช้วาจาอ่อนน้อม จริงจัง ราวกับกำลังจะขอความรู้ ทำให้พยานรู้สึกผ่อนคลาย นางถามท่านหมอเหวินเป็นคนแรก “ผู้เป็นหมอย่อมมีใจเมตตา ท่านหมอเหวินเห็นคนที่กินน้ำแกงปลาเข้าไปแล้วถูกพิษจำนวนมากคงจะโกรธแค้นน่าดูทีเดียว”

“ถูกต้อง” ท่านหมอเหวินดูเป็นคนตรงไปตรงมา เขาตอบด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ของที่กินเข้าปากล้วนคาบเกี่ยวกับความเป็นความตายของคน ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือยา จะต้องระมัดระวังเป็นอย่างดี มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการทำร้ายมนุษย์ด้วยกันเอง ผิดต่อคุณธรรมและมโนธรรมในใจ”

“ท่านกล่าวได้ถูกต้อง” ชุนถูหมียอมรับจากใจจริง “ข้าเองก็เป็นคนในอำเภอนี้ รู้ว่าท่านหมอเหวินมีฝีมือการรักษา ทั้งยังมีคุณธรรมสูงส่ง ข้าจึงไม่สงสัยในการวินิจฉัยโรคของท่านที่เชื่อว่าคนเหล่านั้นเจ็บป่วยเพราะกินปลาไถปาเข้าไป ทว่าข้าน้อยอยากจะขอความกระจ่างในเรื่อง...”

พูดถึงตรงนี้ชุนถูหมีหยุดไปเล็กน้อยเพื่อกระตุ้นความอยากรู้และดึงความสนใจของผู้คนในศาลทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านหรือขุนนางที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีนี้ให้มาสนใจคำพูดของนาง ในขณะเดียวกันนางยังอุตส่าห์สละเวลาสังเกตสีหน้าของคังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวย เมื่อเห็นว่าพวกเขาถูกนางกระตุ้นต่อมอยากรู้ ตั้งใจฟังสิ่งที่นางกำลังจะพูดต่อ จึงค่อยถามว่า “ท่านแน่ใจว่าพวกเขาถูกพิษมาจากการกินน้ำแกงปลา แล้วท่านจะแน่ใจได้หรือไม่ว่าการตายของจ้าวเหล่าชีก็เป็นเพราะน้ำแกงปลาเช่นกัน”

ตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงยุคปัจจุบัน คนที่เป็นหมอมักไม่พูดอะไรที่เป็นการฟันธง

การแพทย์ก็เหมือนกับการทดลอง มีสมมุติฐานและความเป็นไปได้มากมายหลายประการ เดิมทีการตายของจ้าวเหล่าชีก็มีข้อพิรุธอยู่แล้ว หมอที่มีจรรยาบรรณและมีคุณธรรมอย่างท่านหมอเหวินย่อมไม่มีทางสรุปเรื่องนี้อย่างแน่นอน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว