ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-43 ไม่กลัว

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

43 ไม่กลัว

“ข้ารู้สึกว่านางดูเหมือนคนที่ทำงานด้านนี้มาเป็นเวลานาน”

คังเจิ้นหยวนกล่าวต่อ “สำหรับนางแล้วกฎหมายเหมือนอาวุธที่เหมาะมือ สามารถจัดการศัตรูได้อย่างเด็ดขาดรวดเร็วและก่อให้เกิดความได้เปรียบ หากยืนอยู่ในศาล นางดูเหมือนแม่ทัพกลางสนามรบเลยทีเดียว ถ้าดูจากอายุและประสบการณ์ของนาง... อาจบอกได้ว่าเด็กสาวคนนี้เป็นอัจฉริยชนที่มาเกิดในแผ่นดินต้าถังของเรา”

หันอู๋เวยลืมปกปิดความชื่นชมในน้ำเสียง “เสียดายที่นางเป็นสตรี เจ้าไม่อาจแต่งตั้งสตรีเป็นผู้ช่วยในกรมราชทัณฑ์ได้ ข้าเองก็ไม่อาจรับนางเป็นทหารใต้สังกัด”

“ถ้าอย่างนั้นเราก็แค่เก็บเกี่ยวความสามารถ แล้วก็เลียนแบบในสิ่งที่นางรู้เพื่อนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์” คังเจิ้งหยวนมองไปยังทิศที่ตั้งเมืองฉางอัน “หากข้าทำเช่นนี้ก็ไม่เท่ากับขัดพระประสงค์ของฮ่องเต้ ฮ่องเต้ทรงไม่เห็นด้วยที่จะมีการขึ้นโรงขึ้นศาล ทรงเกลียดการเล่นปากเล่นคำโดยดึงเอาตัวบทกฎหมายมาเอื้อประโยชน์ให้แก่ฝ่ายตน ด้วยทรงเกรงว่าชาวบ้านเห็นแล้วจะทำตามแบบไม่สนใจเรื่องตัวบทกฎหมายจริงๆ แต่ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้จะทรงไม่เห็นด้วยถ้าเกิดมีคนอาสาออกหน้าเป็นตัวแทนให้กับชาวบ้าน ดังนั้นความสำคัญของเรื่องนี้จึงอยู่ที่การใช้กฎหมายให้ถูกต้องและเหมาะสม”

“พอเจ้าพูดอย่างนี้ข้าก็อยากเห็นการไต่สวนในวันพรุ่งนี้เร็วๆ” หันอู๋เวยคลี่ยิ้ม ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้า

“อ้อ วันนี้ยังมีเรื่องที่ข้าทำไม่เสร็จ” คังเจิ้งหยวนแบมือสองข้างอย่างไม่ใส่ใจ “หนึ่ง... ข้าต้องหาคนไปติดประกาศให้ทั่ว เพื่อเรียกชาวบ้านมาดูการพิจารณาคดีในวันพรุงนี้ สอง... ตอนเช้าเราได้ยินว่านางอาสาเป็นตัวแทนแก้ต่างให้เถ้าแก่เนี้ยฟางแล้วใช่ไหม ถ้าอย่างนั้น เราต้องหาคู่ชกที่สูสีให้กับนางสักหน่อยแล้ว”

“คู่ชก?”

“เอาเป็น... ซุนซิ่วไฉคนนั้นก็แล้วกัน” คังเจิ้งหยวนยิ้มอย่างชั่วร้าย สีหน้าเหมือนกับจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ตัวหนึ่ง “เราเคยสอบถามได้ความว่า... คดีของชุนต้าซัน เป็นเพราะซุนซิ่วไฉผิดคำพูดกับชุนถูหมีในตอนนั้น สาวใช้สกุลชุนจึงไปเอาเงินมัดจำคืนมาแล้วต่อว่าอย่างไม่เกรงใจ ข้าคิดว่าซุนซิ่วไฉที่คุยโตโอ้อวดว่าตัวเองเป็นหมอความที่เก่งกาจที่สุดในอำเภอนี้และละแวกใกล้เคียง แต่สุดท้ายกลับถูกตบหน้าด้วยคำด่าของสาวใช้ คนใจคอคับแคบเป็นไส้ไก่อย่างเขาไม่อยากจะหาโอกาสล้างแค้น หาทางสั่งสอนชุนถูหมีงั้นหรือ”

เมื่อคังเจิ้งหยวนพูดขึ้นมาหันอู๋เวยก็เข้าใจ “เห็นด้วย... เราควรให้โอกาสหมอนั่นแก้มือสักครั้ง ข้าเดาว่า แค่ได้ยินข่าวว่าชุนถูหมีจะขึ้นศาลแก้ต่างให้เถ้าแก่เนี้ยฟาง เขาจะต้องเสนอหน้ามารับงานให้กับครอบครัวจ้าวเหล่าชีโดยไม่คิดเงินด้วยซ้ำ”

ทั้งสองคนมองหน้ากัน ยิ้มอย่างพอใจกับความคิดเจ้าเล่ห์ของตนเอง

ชุนถูหมีเดินทางเข้ามาในตัวอำเภอ

นางไต่ถามพยานบุคคล ตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ ง่วนอยู่ตลอดทั้งวันกว่าจะได้กลับบ้านก็เป็นเวลาฟ้ามืด พอกลับถึงบ้านยังไม่ทันได้กินข้าวก็ต้องรีบเตรียมเนื้อหาที่จะโต้แย้งในวันพรุ่งนี้ เพราะเวลาที่มีอยู่ค่อนข้างกระชั้น อีกทั้งคนที่สามารถใช้ได้ก็มีไมม่พอ

นางเหนื่อยสายตัวแทบขาดแต่ยังมีความกระปรี้กระเปร่า รูสึกเหมือนได้ย้อนกลับเข้าสู่อาชีพทนายอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้นางรู้สึกอิ่มเอมใจ นางทำเพื่อช่วยเหลือคนอื่น ไม่ได้ทำเพราะเงิน

ชุนต้าซันเห็นลูกสาวต้องลำบากเช่นนี้ก็สงสาร ในขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจว่าเหตุใดลูกสาวถึงมีความกระตือรือร้นอยากจะขึ้นศาลแก้ต่างให้เถ้าแก่เนี้ยฟางขนาดนี้

เมื่อเขาเห็นว่าห้องตะวันตกดับไฟในเวลาดึกดื่นค่อนคืนก็ไม่สบายใจ ลูกสาวของเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างแห็นได้ชัด เหมือนนางกำลังออกห่างจากเส้นทางการใช้ชีวิตของคนปกติไปแล้ว ในขณะเดียวกันเขาก็เกิดความภาคภูมิใจที่ลูกสาวของตนต่างจากลูกสาวบ้านอื่น

วันรุ่งขึ้น หลังจากกินข้าวเที่ยงกันแล้ว ชุนต้าซันก็พาลูกสาวและกั้วเอ๋อไปที่ว่าการอำเภอ สภาพที่เห็นขณะมาถึงสร้างความแตกตื่นให้กับทั้งสามอย่างยิ่ง เพราะที่ว่าการอำเภอวันนี้มีผู้คนมายืนออเต็มไปหมด คึกคักเสียยิ่งกว่าตลาดสด มือปราบที่ยืนคุมอยู่หน้าประตูกำลังดูแลความเรียบร้อย พวกเขาไม่กล้าไล่ชาวบ้านกลับไป

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น” ชุนต้าซันถามเสี่ยวจิ่วและเสี่ยวอู๋ที่มาถึงก่อนหน้า

“ก็พวกมือปราบไปติดประกาศจนทั่วว่าวันนี้จะมีการไต่สวนคดีร้านหลินสุ่ยวันแรก” เสี่ยวอู๋พูดไปนิ่วหน้าไป “คนที่รู้จักเถ้าแก่เนี้ยฟางในอำเภอเรามีตั้งเยอะ แล้วยังได้ยินว่าขุนนางผู้ตรวจการและท่านแม่ทัพจะมานั่งดูการไต่สวนกันด้วย พวกนี้ก็เลยแห่มาดูกันมืดฟ้ามัวดิน”

ชุนต้าซันฟังแล้วรู้สึกใจไม่ดี เกิดความกังวลสารพัด

พวกเขาคิดเอาไว้ว่าจะปิดบังเรื่องชุนถูหมีเป็นผู้แก้ต่างให้กับเถ้าแก่เนี้ยฟาง ให้นางคอยช่วยเหลืออยู่ลับๆ แต่ถ้าดูแล้วสถานการณ์ไม่เอื้อต่อเถ้าแก่เนี้ยฟางค่อยให้นางออกโรงแก้ต่างให้ แม้จะพูดเช่นนี้ แต่ชุนต้าซันก็หวังว่าเหตุการณ์จะไม่หนักหนา แต่ตอนนี้ดูเหมือนพวกเขาไม่อาจควบคุมสถานการณ์เสียแล้ว

“ลูกพ่อ...” ชุนต้าซันมองลูกสาวอย่างลำบากใจ

คิดไม่ถึงว่าชุนถูหมียังคงวางตัวเยือกเย็นได้อยู่ นางแตะแขนเสื้อชุนต้าซันเป็นการปลอบใจ กระซิบเบาๆ ว่า “ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้ลูกธนูขึ้นสายแล้วจะไม่ยิงก็คงไม่ได้ เรื่องชื่อเสียงจะดีหรือไม่ก็คงต้องปล่อยเอาไว้ก่อน อีกอย่างท่านพ่อเป็นถึงขุนนางฝ่ายบู๊ ไม่เล่นพรรคเล่นพวก อาศัยความสามารถของตัวเองก็สามารถไต่เต้าจนมาถึงทุกวันนี้ได้ ข้าเป็นลูกทหาร เป็นลูกสาวของพ่อ ข้าย่อมต้องไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไปสิเจ้าคะ

ส่วนคำวิจารณ์จากปากคนอื่นๆ ท่านพ่อไม่ต้องกังวลไป คนที่เข้าใจเรื่องราวทั้งหมดจะไม่ดูถูกลูกเป็นแน่ ถึงท่านปู่อยู่ด้วย หากรู้ว่าลูกมาช่วยคนก็คงยินดี แต่กับคนที่คิดไม่ได้ สักแต่มีปากเอาไว้พูดจาว่าร้ายคนอื่น เราก็ห้ามพวกเขาไม่ได้เหมือนกัน ท่านพ่อทำใจให้สบายเถิด”

คำพูดที่ชุนต้าซันอยากจะพูดกลับถูกชุนถูหมีแย้งด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน สุดท้ายเขาจำต้องพยักหน้ารับอย่างไม่มีทางเลือก

พี่เสี่ยวจิ่วที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นว่า “ท่านชุน คุณหนูชุน รีบๆ กันเถอะ พวกเราต้องเข้าไปทางประตูข้างของที่ว่าการ ในอำเภอ ชาวบ้านลือกันตั้งแต่เช้าว่าคุณหนูชุนช่วยบิดาทวงความเป็นธรรมไปเมื่อครั้งที่แล้ว และครั้งนี้ยังจะช่วยขอความเป็นธรรมให้กับผู้เช่า เลยมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ถ้าเกิดพวกเขารู้ว่าคุณหนูยืนอยู่ตรงนี้ ต้องวิ่งเข้ามาหาเรื่องพูดคุยด้วย เดี๋ยวจะวุ่นวายกันไปใหญ่”

ชุนต้าซันได้ยินก็รีบพาลูกสาวไปยังประตูข้างของที่ว่าการอำเภอทันที มือปราบที่เฝ้าประตูรู้จักเขาดี รู้ว่าอีกประเดี๋ยวจะต้องขึ้นศาล จึงปล่อยให้พวกเขาเข้าไปโดยเร็ว

พอเข้ามาที่ว่าการอำเภอได้แล้ว ชุนถูหมีเห็นว่ายังมีเวลาอยู่ นางตั้งใจไปพบเถ้าแก่เนี้ยฟางในคุกเพื่อกำชับเรื่องสำคัญให้ฝ่ายนั้นฟังอีกครั้ง

กระทั่งได้ยินเสียงกระแทกไม้พลองสามครั้งเป็นการเปิดที่ว่าการในช่วงบ่าย นางจึงรีบเดินไปรอนอกพื้นที่พิจารณาคดี อีกครู่หนึ่งก็ได้ยินเสียงจางหงถูพูดขึ้นว่า “เบิกตัวผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด”

ชุนถูหมีสูดหายใจเข้าช้าๆ ลึกๆ เดินขึ้นศาลอย่างมั่นใจ

สถานที่พิจารณาคดีของอำเภอฟ่านหยางทั้งสูงทั้งกว้าง ทว่าแสงสว่างที่ส่องเข้ามากลับมีไม่มากพอ ไม่ว่าใครที่มายืนอยู่ในนี้จะมีความรู้สึกว่าตัวเองช่างเล็กกระจ้อยร่อย

วันนี้มีคนมายืนดูอยู่ปากทางเข้าศาลกันมากมาย มีนายทหารของเหล่าทัพมายืนกั้นเป็นแนวระวังภัย ทหารแต่ละนายมีไอสังหารรุนแรงจนชาวบ้านที่อยู่แถวนั้นยืนใจสั่นด้วยความหวาดกลัว

แต่ไม่ใช่ชุนถูหมี

นางยืนตรงอย่างมั่นใจ ร่างบอบบางอยู่ในเครื่องแต่งกายแบบบุรุษชาวหูคอกลมแขนกระบอกสีน้ำเงินสดใส รวบผมเป็นมวยอยู่ใต้หมวกสีเดียวกันอย่างเรียบร้อย นางสวมรองเท้าขอบสูงพื้นบาง ที่เอวไร้หยกประดับหรือถุงหอมใดๆ ดูแล้วทะมัดทะแมง คล่องแคล่ว

นางให้ความรู้สึกสดใส แตกต่างจากความเปป็นทางการของที่ว่าการอำเภออย่างสิ้นเชิง แต่อีกนัยหนึ่ง ก็ให้ความรู้สึกกลมกลืนอย่างประหลาด

เสื้อผ้าสีน้ำเงินสดไม่ใช่สีที่ทุกคนจะใส่สวย ถ้าเป็นคนผิวคล้ำหรือตัวใหญ่บึกบึน พอใส่แล้วจะดูเชย แต่ชุนถูหมีมีผิวกายขาวลออ ดังนั้นเสื้อผ้าสีน้ำเงินสดจึงขับผิวของนางให้ดูสว่างใส ละเมียดละไมมากขึ้น ไม่ว่านางจะเดินเหินหรือแสดงอากัปกิริยาใดๆ ก็กลายเป็นจุดสนใจทันที

คนโบราณไม่เข้าใจว่าสีน้ำเงินเป็นสีของชุดฟอร์ม ให้ความรู้สึกว่าเป็นมืออาชีพแก่ผู้ที่พบเห็น

คนที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาอยู่ในศาลแล้ว

มือปราบที่ยืนอยู่สองฟากของห้องพิจารณาคดีใช้ไม้พลองกระแทกพื้นอย่างเคร่งขรึม เถ้าแก่เนี้ยฟางและภรรยาของจ้าวเหล่าชีคุกเข่าอยู่ที่พื้นด้านล่าง แต่สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้ชุนถูหมีก็คือ ซุนซิ่วไฉอยู่ในศาลและยืนในตำแหน่งตรงข้ามกับนาง!

พอมองไปบนแท่นยกสูง ตรงที่นั่งของผู้พิจารณาคดียังคงเป็นจางหงถู แม้เขาจะพยายามนั่งตัวตรงให้งามสง่าเพียงใดก็มิอาจปกปิดความกระสับกระส่ายไม่มั่นใจของตนได้ คนที่นั่งอยู่ทางขวามือยังคงเป็นโอวหยางจู๋เตี่ยน ผู้รับหน้าที่บันทึกเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นในศาลเช่นเดิม แต่ทางซ้ายมือ ตอนนี้มีโต๊ะยาวอีกตัวหนึ่ง มีคังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวยนั่งฟังการพิจารณาคดีอยู่ด้วยกัน

ทั้งคู่ชายหนุ่มรูปงามราวกับหยกเนื้อดี นับเป็นสิ่งเจริญหูเจริญตาเพียงอย่างเดียวในสถานที่แห่งนี้

ชุนถูหมีเป็นคนสุดท้ายที่เดินเข้ามา

ทุกคนทำราวกับนางเป็นบุคคลสำคัญที่ใครๆ ก็รอคอยให้ปรากฏตัว

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Anne Duangdao
เอิ่ม สองคนนี้ ช่วยมีสามัญสำนึกที่ดีหน่อยได้มั้ย ร่วมมือกันรังแกเด็กอย่างหน้าไม่อาย ไม่คิดถึงผลกระทบต่อจำเลยและเด็กเลย คิดแค่สนองความอยากรู้ของตัวเอง!!!
เมื่อ 4 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว