ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-49 ไม่อาจอยู่เฉย

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

49 ไม่อาจอยู่เฉย

มีคำพูดในหมู่ชาวบ้านทั่วไปว่า ‘การต้องอยู่บ้านชำรุด การต้องใช้หม้อแตกๆ กับการที่มีเมียที่นอนป่วยในบ้าน... นับเป็นโศกนาฏกรรมสามอย่างของผู้ชาย’ ชุนต้าซันเข้าข่ายสุดท้ายพอดี

ปกติแล้วนางสวีซื่อก็ดูไม่เหมือนคนแกล้งป่วย แต่ดูคล้ายคนที่มีร่างกายอ่อนแอมาแต่กำเนิด พูดถึงอาการปวดหัวของนางก็ไม่แน่ไม่นอนอีกต่างหาก สมัยนี้ไม่มีเครื่องแสกนสมองเสียด้วย หากเชิญหมอมาดูอาการ พูดไปพูดมาก็จบลงที่กินยาแล้วนอนพักเหมือนเดิม เวลาที่นางสวีซื่อกุมศีรษะแล้วครางฮือๆ จึงไม่มีใครบอกได้ว่านางแกล้งทำหรือไม่ อย่างวันนี้ก็ไม่รู้ว่าจริงเท็จอย่างไร

ชุนถูหมีคิดว่าแม่เลี้ยงของนางคงไม่ต้องการให้ชุนต้าซันช่วยเถ้าแก่เนี้ยฟาง แต่ไม่กล้าขัดขวางอย่างเปิดเผยด้วยกลัวสามีโมโห จึงเลือกใช้วิธีเก่าแก่ที่ใช้กันจนเฝือแต่ก็ยังได้ผลดีอยู่ มาบีบบังคับเขาแทน

นางสวีซื่อไม่เคยคิดเลยว่า ตอนนี้ชุนต้าซันกระโดดเข้ามาให้การช่วยเหลือเถ้าแก่เนี้ยฟางเต็มตัวแล้ว เกิดสุดท้ายช่วยไม่สำเร็จ ไม่ว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางจะถูกตัดสินว่าฆ่าคนตายโดยประมาท หรือว่าฆ่าโดยเจตนา ชื่อเสียงของชุนต้าซันก็จะพลอยถูกกล่าวถึงในทางไม่ดีไปด้วย

ถ้าคดีนี้เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นฝ่ายชนะ คนอื่นก็จะพูดกันว่าชุนต้าซันเป็นคนดีมีคุณธรรม มีน้ำใจ แต่ถ้าแพ้ขึ้นมา คนอื่นจะพูดว่าชุนต้าซันช่วยเถ้าแก่เนี้ยฟางเพราะหลงในเสน่ห์สาวงาม จนถึงกับต้องทุ่มสุดตัว ผลการตัดสินที่แตกต่างจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง นางสวีซื่อเป็นพวกไม่รู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควรทำ เป็นพวกจิตใจคับแคบชอบแต่สร้างเรื่อง มิน่าเขาถึงว่าถ้าได้ภรรยาดี สามีก็ห่างไกลเคราะห์ร้าย

ตอนนี้ชุนต้าซันเข้าสู่สถานการณ์ที่ตัดสินใจลำบากเสียแล้ว เขาเองก็สงสัยว่านางสวีซื่ออาจแกล้งป่วย แต่เพราะนางเป็นภรรยา ถ้าเกิดป่วยจริงขึ้นมาจะทำไม่สนใจก็ไม่ได้ อีกทั้งตอนนี้พวกเขายืนอยู่ต่อหน้าขุนนางระดับสูง หากเขาทำไม่สนใจภรรยาจะดูเป็นคนไร้ความรับผิดชอบจนเกินไป

ทว่า คดีของเถ้าแก่เนี้ยฟางกำลังมาถึงช่วงสำคัญ อีกทั้งลูกสาวยังบอกว่าคืนนี้จะไม่กลับบ้าน แล้วเขาจะวางใจได้รึ ตอนนี้ชุนต้าซันจะซ้ายก็ไม่ได้จะขวาก็ไม่ดี คิ้วสองข้างขมวดเข้าหากันเป็นปม

แม้ชุนถูหมีจะไม่ชอบการกระทำของนางสวีซื่อแต่เมื่อเห็นท่าทางบิดาเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกสงสาร ไม่อยากให้เขาเกิดความลำบากใจ พยายามสะกดไฟโทสะแล้วปรับเสียงพูดให้อ่อนลง “ท่านพ่อกลับบ้านไปดูท่านแม่ก่อน ข้าอยู่ที่นี่ได้ท่านไม่ต้องห่วง อำเภอฟ่านหยางเป็นอาณาเขตของต้าถัง เป็นพื้นที่สำคัญทางการทหาร แม้ไม่สงบสุขถึงขนาดที่ว่ามีของตกกลางถนนก็ยังไม่หาย กลางคืนนอนไม่ต้องปิดบ้าน แต่ก็สงบเรียบร้อยในระดับหนึ่ง อีกอย่างตัวอำเภอก็อยู่ไกลจากบ้านเราไม่มาก ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรขึ้นมา ลูกยังรีบกลับบ้านทัน”

“ไม่ได้ เจ้าเป็นสาวเป็นนาง ไม่เคยออกไปนอนค้างอ้างแรมนอกบ้านมาก่อน แล้วจะให้พ่อวางใจได้อย่างไร” ความคิดที่จะไปพักที่จวนของท่านแม่ทัพก็ทำไม่ได้เสียแล้ว เพราะเขาจะทิ้งลูกสาวที่ยังไม่ออกเรือนไว้ที่บ้านของหนุ่มโสดโดยไม่มีผู้ใหญ่คอยดูแลคงไม่ดีแน่ ถึงเจ้าของบ้านจะไม่อยู่ อยู่แค่บ่าวรับใช้มันก็ไม่ใช่เรื่องดี แบบนี้จะเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ง่ายๆ

“เอาอย่างนี้... เจ้ากลับบ้านกับพ่อ พรุ่งนี้เช้าค่อยมาใหม่” ชุนต้าซันตัดสินใจ

“ทุกอย่างมันกระชั้นชิด เราไม่มีเวลาจะเสียแล้วเจ้าค่ะ” ชุนถูหมีส่ายหน้า “ข้าไม่ได้อยู่ที่โรงเตี๊ยมคนเดียว ยังมีกั้วเอ๋อ พี่เสี่ยวจิ่วและเสี่ยวอู๋อีกด้วย... ไม่อย่างนั้นตกกลางคืนเราก็ให้พี่เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวอู๋พักโรงเตี๊ยมด้วยกัน ถ้าหากท่านยังไม่วางใจก็ขอให้ท่านแม่ของพี่เสี่ยวจิ่วมาอยู่เป็นเพื่อนอีกสักคน จ่ายค่าโรงเตี๊ยมเพิ่มอีกหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอให้ท่านสบายใจก็แล้วกัน”

ชุนต้าซันลังเลไปชั่วขณะ

แม้ที่ลูกสาวพูดมาจะมีเหตุผล ทว่านางเป็นเหมือนดอกไม้ที่กำลังเต่งตูม น่ารัก เขาไม่ได้คอยจับตาดูนางด้วยตนเองแล้วจะวางใจได้รึ

เมื่อเกิดเรื่องขึ้นมาอย่างกะทันหัน สองพ่อลูกจึงยืนปรึกษากันโดยลืมสนใจไปเลยว่ายังมีขุนนางหนุ่มของราชสำนักยืนทอดหุ่ยอยู่ข้างๆ หันอู๋เวยตะแคงหูฟังอยู่นานสุดท้ายก็อดแทรกขึ้นไม่ได้ “ชุนต้าซัน เจ้ารีบกลับบ้านไปเถอะ ความปลอดภัยของบุตรสาวเจ้า ข้าจะรับผิดชอบเอง”

จู่ๆ ท่านแม่ทัพก็โพล่งออกมาเช่นนี้ ทุกคนต่างพากันตะลึงงัน แต่ละคนก็คิดกันไปแต่ละอย่าง

‘หัวหน้าคนนี้เป็นคนดี มีคุณธรรมน่านับถือ’ นี่เป็นความคิดของชุนต้าซัน กั้วเอ๋อ พี่เสี่ยวจิ่วและเสี่ยวอู๋

‘บุรุษผู้นี้มาจากไหนกันนะ หล่อเหลาแล้วก็หนุ่มแน่นยิ่งกว่านายท่านเสียอีก’ นี่เป็นความคิดของเสี่ยวฉิน

‘เอาอีกละ มัวแต่จ้องนังหนูโดยไม่คิดจะรักษาหน้าตัวเองเสียบ้าง’ ใบหน้าของคังเจิ้งหยวนยังคงมีรอยยิ้มน้อยๆ แต่กัดฟันกรอด

‘อีตานี่ดูมีน้ำใจเสียเหลือเกิน โบราณว่าพวกที่ใจดีเกินเหตุ ไม่หวังขโมยทรัพย์ก็ต้องหวังขโมยตัว เขาต้องการทำอะไรกัน?’ ชุนถูหมีบ่นกระปอดกระแปดอยู่ในใจ คิดระแวงไปสารพัด

อาชีพทนายความในชาติที่แล้วทำให้นางติดขี้ระแวงจนเป็นนิสัย นางไม่มีทางคิดเข้าข้างตัวเองว่าหันอู๋เวยเกิดชื่นชมในตัวนางแล้วเสนอความช่วยเหลือ

แน่ล่ะ ร่างใหม่ร่างนี้เป็นมีใบหน้าผิวพรรณที่ต่อไปอาจเติบโตเป็นสาวงาม แต่เวลานี้ให้มองอย่างไรก็ยังเป็นเด็กหญิง ยังไม่ถึงขั้นว่างามสะเด็ดจำทำให้ผู้ชายไปไหนไม่รอดเสียหน่อย หันอู๋เวยเป็นถึงหลานชายแท้ๆ ของฮ่องเต้ เขาย่อมต้องเคยพบเคยเห็นหญิงงามมานับไม่ถ้วน เพราะฉะนั้น ตัดเรื่องก้อร่อก้อติกไปได้ เขาไม่มีทางมาทำเจ้าชู้กับเด็กสาวอย่างนางแน่

ไม่ใช่เรื่องชู้สาวแล้วเขาต้องการอะไรล่ะ?

การเสนอความช่วยเหลือให้ใครสักคน อย่างน้อยก็ต้องมีเหตุผล

ในตอนนี้ชุนต้าซันกำลังคิดไปถึงอีกเรื่องหนึ่ง เขาคิดว่าการคุ้มครองที่เจ้านายใหญ่พูดถึงนั้น คงเป็นการส่งทหารมาให้คุ้มครองลูกสาวของตน จึงคลายความวิตกกังวล โน้มตัวคำนับอีกฝ่ายจากใจจริง “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องขอบคุณท่านแม่ทัพที่ให้การช่วยเหลือครอบครัวของข้าน้อย”

หันอู๋เวยอมยิ้มแล้วโบกมือ “ทหารใต้บังคับบัญชาของข้าก็เปรียบเสมือนคนในครอบครัวเดียวกัน ไม่จำเป็นต้องคิดมาก”

ชุนต้าซันดึงตัวลูกสาวมากำชับอย่างรวดเร็ว อย่างเช่นว่าให้พักที่โรงเตี๊ยมที่ดีที่สุด ไม่ต้องกลัวว่าจะใช้เงินมาก ตอนกลางคืนห้ามไม่ให้ออกจากห้อง เป็นต้น จากนั้นก็รีบกลับบ้านไปพร้อมกับเสี่ยวฉิน

เมื่อหมดธุระแล้ว ชุนถูหมีจึงหันมาค้อมตัวอำลากับหันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวน แล้วจากไป

คังเจิ้งหยวนมองตามแผ่นหลังที่ห่างออกไปเรื่อยๆ แล้วก็ส่ายหน้าเบาๆ “เด็กสาวที่มาจากครอบครัวเล็กๆ อย่างนาง ไม่นึกเลยว่าจะรู้จักกาลเทศะ รู้จักวางตัว นับว่าหาได้ยาก”

“ทำไมข้าถึงรู้สึกว่านางดูคุ้นตานะ” หันอู๋เวยหรี่ตา “รู้สึกว่านางหน้าคล้ายใครสักคน แต่ก็นึกไม่ออก”

“ไม่ต้องมาหาข้ออ้าง” คังเจิ้งหยวนหัวเราะเยาะ “พี่จะคุ้มครองนางอย่างไร ส่งทหารมางั้นหรือ”

“มีแม่ทัพอยู่ทั้งคน จะส่งทหารมาอีกทำไม” หันอู๋เวยดูเหมือนยังติดอยู่กับความคิดเมื่อครู่ เขาสะบัดหน้าแรงๆ อย่างหงุดหงิด “ข้ารู้สึกว่าเคยเจอนางที่ไหนมาก่อน... จริงๆ นะ”

“อย่าบอกนะว่าพี่จะตามไปดูแลนาง?” คังเจิ้งหยวนกลับคิดไปถึงอีกเรื่อง “พี่ว่างงานขนาดนั้นเลยรึ?”

“ข้าแค่อยากรู้ว่านางจะสืบเรื่องนี้อย่างไร”

ชุนถูหมีที่เพิ่งออกจากที่ว่าการอำเภอ

นางไม่รู้ถึงความคิดของหันอู๋เวยแม้แต่น้อย นางพาคนอื่นๆ ไปหาโรงเตี๊ยมก็จริงแต่ไม่ได้ทำตามที่ชุนต้าซันบอกว่าให้ไปหาโรงเตี๊ยมที่แพงที่สุด ใหญ่ที่สุด แต่กลับไปพักที่โรงเตี๊ยมเซียนเค่อไหลที่อยู่ละแวกใกล้เคียงกับที่ว่าการอำเภอแทนด้วยเหตุผลสองข้อ

ข้อแรก หากพักอยู่ใกล้ที่ว่าการอำเภอ การเดินทางเข้าๆ ออกๆ ในช่วงที่ทำคดีก็จะสะดวกหน่อย

ข้อสอง โจรขทั้งหลายก็คงไม่กล้าลงมือใกล้ๆ กับสถานที่ราชการ เรียกได้ว่าปลอดภัยหายห่วง

นางเช่าห้องไว้สองห้อง ห้องหนึ่งนางพักกับกั้วเอ๋อ ห้องข้างๆ ให้พี่เสี่ยวจิ่วกับเสี่ยวอู๋ นางไม่ได้รบกวนแม่ของพี่เสี่ยวจิ่วอย่างที่บอก แต่ที่พูดเพราะต้องการให้บิดาวางใจเท่านั้น

ทว่าพอไม่มีบิดา คนที่มีน้อยอยู่แล้วก็ยิ่งน้อยลงไปอีก

นางขบคิดอยู่นานกว่าจะตัดสินใจให้พี่เสี่ยวจิ่วกับกั้วเอ๋อไปดูสถานการณ์และหาข่าวจากรอบๆ บ้านของจ้าวเหล่าชี จากนั้นให้ไปดูตามสถานที่ที่จ้าวเหล่าชีปรากฏตัวเป็นประจำ

“ข่าวทุกข่าวไม่จำกัดว่าจะเป็นข่าวใหญ่หรือเล็ก ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับจ้าวเหล่าชี อะไรที่ถามได้ก็ต้องถามมาให้หมด ไม่ว่าเขาจะทำอะไร ทำเรื่องดีไม่ดีอย่างไร ชอบกินชอบดื่มอะไร ชอบไปที่ไหน สวมเสื้อผ้าอย่างไร ปกติมีใครที่เขาพูดคุยมีความสนิทสนมบ้าง ในหอคณิกามีใครที่เขาไปใช้บริการเป็นประจำบ้าง สภาพที่บ้านเป็นอย่างไร เรื่องพวกนี้ต้องถามมาให้หมด”

ชุนถูหมีกำชับ “อย่าทำตัวให้ผู้อื่นเห็นว่าตั้งใจสืบสาวราวเรื่องจนเกินงาม หาวิธีไปถามพวกยายห้า ป้าเจ็ดที่อยู่แถวนั้นก็แล้วกัน ตอนนี้จ้าวเหล่าชีตายกะทันหัน กำลังเป็นหัวข้อที่พวกเขาคุยกันอย่างสนุกปาก คาดว่าคงจะมีคนยินดีจะพูดให้ฟังไม่น้อย”

“คุณหนูวางใจได้เจ้าค่ะ” กั้วเอ๋อโบกกำปั้นเล็กๆ ไปมา

ที่นางสั่งให้สองคนนี้ไปเพราะพวกเขาคล่องแคล่ว อีกอย่างสองคนนี้เป็นคนที่มักได้รับความเอ็นดูจากป้าๆ ทั้งหลาย พวกเขาเป็นเด็กหนุ่มเด็กสาววัยใสที่พวกชอบจับกลุ่มคุยเรื่องชาวบ้านให้การต้อนรับเป็นอย่างดี

“เสี่ยวอู๋ เจ้าไปจับตาดูซุนซิ่วไฉ ไปนั่งเฝ้าอยู่หน้าบ้านเขา เอาอาหารแห้งติดตัวไปด้วย รอจนกว่าที่บ้านเขาจะปิดประตู ดับไฟแล้วค่อยกลับมา” นางให้เสี่ยวอู๋ไปคอยจับตาดูซุนซิ่วไฉเพราะเห็นว่าเสี่ยวอู๋เป็นคนเงียบๆ หน้าตาพื้นๆ ไม่เป็นที่สะดุดตาแต่อย่างใด

“ไว้เป็นหน้าที่ข้าเอง ถึงซุนซิ่วไฉจะแปลงกายเป็นแมลงวันบินออกมา ข้าก็ไม่มีทางพลัดกับเขาแน่” เสี่ยวอู๋ตบหน้าอกอย่างเข้มแข็ง

เมื่อสั่งการเรียบร้อยแล้ว ชุนถูหมีจึงเรียกให้เสี่ยวเอ้อซื้อเสื้อผ้าแบบบุรุษที่ทะมัดทะแมงมาให้นางอีกสองสามชุด ทั้งสี่กินอาหารอย่างรีบร้อนแล้วแยกย้ายไปทำงาน

ชุนถูหมีนั่งอ่านเอกสารเกี่ยวกับคดีในห้อง รู้สึกว่าตัวเองกำลังเดินผิดทางแต่ก็ยังไม่รู้ว่าเกิดความผิดพลาดขึ้นตรงไหน ตอนนี้ท้องฟ้าเริ่มมืดลงเรื่อยๆ คนที่มอบหมายให้ไปทำงานทั้งสามคนก็ยังไม่กลับมา นางจึงเปลี่ยนเสื้อผ้า เขียนข้อความทิ้งเอาไว้ว่าจะออกไปเดินดูข้างนอกสักประเดี๋ยวแล้วจะรีบกลับ จากนั้นก็ออกจากห้อง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว