ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-23 กล้าขวางเรอะ

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

23 กล้าขวางเรอะ

“ฮูหยิน สวีเหล่าไท่ไท่” ชุนถูหมีกล่าวอย่างอดกลั้นแล้วคำนับให้ทั้งสอง “เมื่อวานนี้ข้าก็บอกแล้วว่าคดีของท่านพ่อไต่สวนได้ชัดเจนแล้ว ท่านถูกคนใส่ร้าย พรุ่งนี้เป็นวันไต่สวนคดีครั้งที่สาม เหลือแค่อ่านคำพิพากษาเท่านั้นท่านพ่อก็จะถูกปล่อยตัวกลับบ้าน ตอนนี้ยังจะให้คนไปพูดอะไรที่ว่าการอำเภอมันจะไม่งาม ถ้าเกิดคนที่จ้องหาโอกาสฉวยจังหวะนี้เล่นงานท่านพ่อ เรื่องจะยุ่งยากมากขึ้น”

สวีซื่อได้ยินเช่นนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกขึ้นมา เอียงหน้าหันมามองมารดา

ท่าทางของคนตื่นตระหนก น้อยใจ ทำอะไรไม่ถูก ประเภทที่ต่อให้ถูกตีหนัก ๆ สามทีก็ยังเป็นคนไม่เอาไหนอยู่ดีของนาง ไม่ว่าเป็นใครได้เห็นแล้วก็ยิ่งมีโทสะมากขึ้น

เมื่อสวีเหล่าไท่ไท่เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยคำถามของลูกสาวก็ยิ้มแต่หน้าตาไม่ยิ้ม พูดกับชุนถูหมีว่า “เรื่องนี้เจ้าก็ไม่ต้องยุ่ง เจ้าอายุเท่าไร จะเข้าใจอะไรนักเชียว ว่ากันว่าขุนนางมีสองปาก ถ้าไม่ยัดเงินให้สักปาก คำพูดของพวกเขามีหรือจะเชื่อถือได้”

ถ้าเป็นอย่างที่สวีเหล่าไท่ไท่พูดแสดงว่ากฎหมายก็เป็นแค่กระดาษเปล่าเท่านั้น ถึงแม้จะมีด้านมืดนี้อยู่ ถึงแม้กฎหมายจะเป็นแค่ของประดับเอาไว้เฉย ๆ แต่เมื่อมีการตัดสินคดีจะต้องมีการทำเอกสารเที่ชื่อถือได้ จะบอกว่าคำตัดสินในศาลเป็นเหมือนลมที่ถูกผายออกมาเฉย ๆ ได้อย่างไร มีขุนนางคนไหนที่หน้าไม่อายถึงเพียงนั้น อีกอย่าง ได้ยินว่าฮ่องเต้องค์ปัจจุบันทรงปราดเปรื่อง ขุนนางที่อยู่ใต้พระบารมีของฮ่องเต้มีหรือจะกล้ากระทำชั่วอย่างเปิดเผย

ถึงแม้นางจะคิดเช่นนี้แต่ก็ไม่อาจพูดให้หญิงโง่เขลาที่เห็นแก่เงินสองคนนี้ฟัง ได้แต่พูดว่า “ถูหมีขอบคุณสวีเหล่าไท่ไท่ที่ยื่นมือช่วยเหลือ แต่เรื่องนี้ไม่รีบร้อน รอไปอีกสักหน่อยก็ได้ ถ้าเกิดพรุ่งนี้นายอำเภอไม่คืนความบริสุทธิ์ให้ท่านพ่อเราค่อยเชิญคนไปช่วยพูดก็ยังไม่สาย”

นางพูดดี ๆ เป็นการยอมถอยให้กับสวีเหล่าไท่ไท่ แต่ฝ่ายนั้นยังคงรู้สึกว่าถูกหยามหน้า ตวัดเสียงสูงอย่างไม่พอใจว่า “บอกเจ้าว่าไม่ต้องยุ่งก็ไม่ต้อง เป็นเด็กเป็นเล็ก ถ้าเกิดสกุลชุนมีคนจัดการเรื่องนี้ได้คงไม่ต้องวิ่งโร่ไปขอความช่วยเหลือจากสกุลสวีของข้าหรอก”

คำพูดนี้พูดอย่างไม่เกรงใจ ที่จริงแล้วเป็นเรื่องระหว่างญาติพี่น้องแต่สวีเหล่าไท่ไท่กลับยกตนข่มท่าน วางตัวอยู่เหนือสกุลชุน ถึงขนาดยกตัวเป็นผู้มีพระคุณ ฟังแล้วมันน่าโมโหนัก

กั้วเอ๋อทนฟังมานานสุดท้ายก็ทนกับกิริยาท่าทางที่คิดว่าอยู่เหนือคนอื่นของสวีเหล่าไท่ไท่ไม่ได้ จึงพูดแทรกขึ้นว่า “ฮูหยินไปเชิญสวีเหล่าไท่ไท่มาเอง คุณหนูของข้าไม่ได้เชิญสักหน่อย”

สวีเหล่าไท่ไท่ได้ยินแล้วถลึงตาใส่กั้วเอ๋ออย่างโกรธแค้นจนตาแทบถลนออกนอกเบ้า

ชุนถูหมียื่นมือคว้าตัวกั้วเอ๋อมาไว้ข้างหลัง ชิงพูดก่อนที่สวีเหล่าไท่ไท่จะอ้าปากด่ากลับ “สวีเหล่าไท่ไท่ แม้ข้าจะอายุแค่นี้แต่ก็รู้คำว่ากตัญญูคืออะไร คนที่ถูกจับขังเป็นบิดาของข้า ข้าจะไม่สนใจได้อย่างไร”

สวีเหล่าไท่ไท่ส่งเสียงขึ้นจมูกอย่างไม่พอใจ กล่าวอย่างดุดันว่า “ถูหมี ข้ารู้ว่าพ่อของเจ้ารักเจ้า แต่ปีนี้เจ้าอายุสิบสี่แล้ว ถึงเขาจะรักเจ้ามากแค่ไหนก็รั้งตัวเจ้าได้อีกแค่ไม่กี่ปี เจ้าออกเรือนไปก็กลายเป็นคนอื่นอยู่ดี เจ้าต้องเข้าใจว่าชุนต้าซันเป็นสามีของลูกสาวข้า เป็นลูกเขยข้า ถ้าเกิดจะต้องตัดสินใจอะไรก็ไม่ใช่เรื่องที่คนนอกอย่างเจ้าจะมาพูด จะให้พูดอย่างไม่น่าฟังก็คือ...ถึงพ่อเจ้าจะตาย จะฝังศพที่ไหนก็ยังเป็นเรื่องที่ลูกสาวข้าเป็นคนตัดสินใจ เจ้าก็มีหน้าที่แค่เข้าไปร้องไห้เสียใจแค่นั้นเอง”

เป็นคำพูดที่ร้ายกาจมาก

ชุนถูหมีไม่ใช่คนนิสัยดีอะไร แต่เพื่อความสุขสงบของครอบครัวจึงได้สะกดอารมณ์เอาไว้ แต่ตอนนี้ไฟโทสะของนางลุกโชนไปถึงหน้าผาก รู้ดีกว่าคงจะพูดเหตุผลกับคนแบบนี้ไม่ได้ วันนี้ถ้าไม่พูดกันให้ชัด ๆ ไม่เพียงเรื่องนี้จะแก้ไขไม่ได้ ยังจะมีเรื่องตามกวนใจต่อไปแน่ ๆ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่ต้องคิดหน้าคิดหลังกันแล้ว

นางสูดหายใจลึก ๆ ยืนหลังตรง เชิดคางเล็ก ๆ ขึ้นพลางหัวเราะเสียงเย็น “ยังดีที่พ่อข้ายังไม่ตาย อีกอย่างถ้าข้ายังอยู่ ไม่มีทางที่ท่านพ่อต้องทนกับการถูกคนใส่ร้าย ข้าไม่เข้าใจจริง ๆ คนที่ยืนอยู่ที่นี่ตอนนี้ ใครเป็นคนนอกกันแน่ สกุลสวียื่นมือช่วยเหลือสกุลชุนก็เพราะเห็นแก่ความเป็นญาติมิตร แต่ก็ไม่อาจตัดสินใจแทนสกุลชุนของเราได้ เรื่องที่สกุลสวีใช้เงินใช้ทองหาคนรู้จักมาช่วย สกุลชุนเราก็ซาบซึ้งใจ ทว่าก่อนที่จะทำอะไร ทำไมไม่ถามเจ้าของเรื่องเสียก่อน มาตัดสินใจเองอย่างนี้ ที่นี่เป็นบ้านสกุลชุนหรือสกุลสวีกันแน่”

“เจ้ากล้าพูดจาแบบนี้กับข้ารึ?” สวีเหล่าไท่ไท่ถามอย่างโกรธจัด

“มีอะไรกล้าไม่กล้า ข้าก็พูดไปแล้ว” ชุนถูหมีพูดเรียบ ๆ แต่สายตาของนางแน่วแน่มั่นคง “ขออภัยสวีเหล่าไท่ไท่ เรื่องนี้เกี่ยวกับความบริสุทธิ์และอนาคตการงานของท่านพ่อ ข้าคงต้องปฏิเสธความหวังดีของท่าน กั้วเอ๋อ...”

“เจ้าค่ะ”

“ทำตามที่ข้าบอก บอกให้ลุงโจวไปเรียกเขากลับมา อย่าเสียเวลาอีก”

สวีเหล่าไท่ไท่เห็นชุนถูหมีไม่สนใจนางก็โมโหจนควันออกหู ลูกสาวของนางเป็นคนโง่ นางเห็นว่านังหนูสกุลชุนเป็นเหมือนหนามยอกอกของลูกสาวที่ควรจะจัดการให้พ้นทางไปนานแล้ว จึงเพียรบอกลูกสาวแต่สวีซื่อก็ไม่ฟัง เอ... แต่ก่อนหน้านี้เด็กคนนี้มีนิสัยอ่อนโยน เหมือนจะถูกควบคุมได้ง่ายนี่นา พอฟังถึงเรื่องแต่งงานก็ตกใจจนวิ่งหนีขึ้นเขาไปคนเดียว เห็นได้ชัดว่าเป็นคนไม่มีความคิดรอบคอบ

แม้นางจะไม่ได้คลุกคลีกับชุนถูหมีมากนัก ทว่าตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้น นางรู้สึกว่าเด็กคนนี้เปลี่ยนไป แม้ภายนอกจะดูอ่อนโยนน่ารัก แต่พอมีอะไรที่ขัดใจขึ้นมาก็สามารถกางกรงเล็บได้อย่างไม่รีรอ เหมือนกับแมวจรจัดที่เก็บมาจากข้างนอกไม่ผิดเพี้ยน

วันนี้พอได้เห็นกับตาก็รู้แล้วว่าไม่เหมือนเดิมจริง ๆ

บางที คนเราหากเคยผ่านประสบการณ์ใกล้ตายมาก่อน หลังจากนั้นก็ไม่มีอะไรที่น่าสนใจอีก ตอนนั้นทำไมถึงไม่ตกเขาตายไปเสียเลยนะ ถ้าเกิดชุนถูหมีตายไป ถึงชุนต้าซันประกาศว่าจะหย่าจากสวีซื่อ แต่ผู้ชายใจอ่อนอย่างนั้น อย่างไรก็ยังมีทางพูดให้เปลี่ยนใจ เป็นแบบนี้ยังจะดีกว่า

ทำไมสวรรค์ไม่มีตาเอาเสียเลย

ไม่รู้ว่าถ้าสวรรค์ได้ยินสิ่งที่สวีเหล่าไท่ไท่คิดแล้วจะสั่งให้ฟ้าผ่านางหรือไม่ คนที่คิดร้ายกับคนอื่น แม้แต่สวรรค์ไม่ช่วยยังจะต่อว่าหาว่าสรรค์ไร้ตาได้อีก

สำหรับคนที่มีความคิดประเภทนี้ ไม่มีทางที่จะพูดคุยกับคนปกติทั่วไปได้ อีกประการหนึ่งเมื่อนางเงยหน้าขึ้นเห็นปิ่นหยกขาวที่ชุนถูหมีประดับอยู่บนศีรษะ แม้จะเป็นรูปแบบเรียบง่าย แต่ก็รู้ว่าเป็นหยกเนื้อดี ใต้แสงแดดส่องลงมายังเห็นรัศมีเรืองรอง ย่อมไม่ใช่ของพื้น ๆ และไม่ใช่ของที่ทางบ้านของนางให้มา พอคิดได้เช่นนี้ดวงตาก็ลุกโชนด้วยไฟโทสะ

ชุนต้าซันมีของดีอย่างนี้แทนที่จะให้เมียสาวที่อายุน้อยกว่าสิบปี กลับยกให้ลูกสาว ใช้ไม่ได้เลย

สวีเหล่าไท่ไท่ไม่รู้ว่าปิ่นปักผมด้ามนี้เป็นมรดกของนางไป๋ ไม่เกี่ยวข้องกับเงินทองของสกุลสวีแม้แต่น้อย

“ป้าหวัง ขวางนังบ่าวชั้นต่ำเอาไว้” สวีเหล่าไท่ไท่กัดฟันพูดอย่างโมโห “จะให้เด็กที่ไม่รู้เรื่องอะไรมาทำให้เสียการใหญ่ไม่ได้ ถ้าเกิดลูกเขยข้าต้องถูกขังคุกจริง ๆ หากนายท่านผู้เฒ่ากลับมาเขาจะเอาหน้าไปไว้ไหน จะกลายเป็นว่าผู้ใหญ่อย่างข้าไม่ช่วยเหลือ”

มีนายอย่างไรก็มีบ่าวอย่างนั้น ป้าหวังคนนี้เดิมทีก็เป็นคนชอบหาเรื่อง นางขัดหูขัดตาชุนถูหมีและกั้วเอ๋อมานานแล้ว จึงรีบรับคำเสียงดัง ก้าวขึ้นหน้าสองก้าวคว้าคอเสื้อด้านหลังของกั้วเอ๋อเอาไว้

ถึงกั้วเอ๋อจะมีแรงแค่ไหนก็ยังเป็นแค่เด็กผู้หญิงอายุสิบสาม อีกฝ่ายหนึ่งเป็นหญิงที่ดูแข็งแกร่งเสียยิ่งกว่าผู้ชายแล้วนางจะมีแรงขัดขืนหรือ

กั๋วเอ๋อจึงเป็นเหมือนลูกไก่ที่ถูกนกเหยี่ยวกางกรงเล็บคว้าเอาไว้ จะดิ้นรนอย่างไรก็ไม่อาจดิ้นหลุดจากการจับกุม ไม่เพียงเท่านั้น สวีเหล่าไท่ไท่ยังส่งสัญญาณให้ป้าหวังตบหน้ากั้วเอ๋ออีกด้วย มือใหญ่ขนาดมือหมีของนางถ้าเกิดตบหน้ากั้วเอ๋อจริง ๆ สาวใช้ผู้ภักดีคนนี้คงจะกระอักเลือดเป็นแน่

ชุนถูหมีโกรธจัด

ชุนถูหมีเตรียมใจสำหรับทะเลาะเบาะแว้งเอาไว้แล้ว แต่ไม่ว่าอย่างไร นางก็คิดไม่ถึงว่าสวีเหล่าไท่ไท่จะถือโอกาสที่เจ้านายผู้ชายทั้งสองรุ่นของบ้านนี้ไม่อยู่ ใช้กำลังเข้าข่มเหงคนในบ้าน นังแก่นี่ใช้กำลังรังแกคนอ่อนแอกว่า ตีลูกหลานของคนอื่นในบ้านเขา ไร้ยางอายสิ้นดี

อีกอย่าง ที่ทำอยู่นี่ไม่ใช่การตีกั้วเอ๋อ แต่เป็นการหาเรื่องตีบ่าวกระทบนางชัด ๆ

แล้วที่เรียกนังบ่าวชั้นต่ำ ก็คงจะด่ากระทบนางอยู่เป็นนัย ๆ

ดี...คิดจะตบตี ใช้กำลังกันใช่หรือไม่ นางไม่ใช่ลูกพลับนิ่มที่ใครจะคิดบีบก็ทำได้ตามใจชอบ นางไม่ใช่หญิงสมัยโบราณที่ถือขนบธรรมเนียมมากมาย อยู่ในยุคปัจจุบันนางเสแสร้งทำตัวเป็นกุลสตรีก็ได้ เป็นนางมารร้ายป่าเถื่อนก็เคย ถ้านางทำตัวอย่างนั้นขึ้นมาจริง ๆ คนโบราณพวกนี้ตายกลายเป็นศพไปนานแล้ว นางจะรักษาคนสำคัญของตัวเองให้เหมือนกับนักรบกล้าที่เฝ้าปกปักษ์ดินแดนอันเป็นที่รัก

คิดได้ดังนั้น ชุนถูหมีจึงถลันไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วพร้อมกับตบหน้าป้าหวังเต็มแรง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย sk125
เฮ้ออออ เบื่อก็ตรงอีแม่ยายนี่น่ารำคานแท้
เมื่อ 2 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย nantayaya25@gmail.com
ัคะขดดีกั่่ปปงดบกบกพ
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว