ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-13 ต้องเชื่อใจลูกสาว

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

13 ต้องเชื่อใจลูกสาว

“ผู้ที่ยืนอยู่ในศาลเป็นใคร”

นายอำเภอจางถามขึ้น จางหงถูผู้นี้อายุประมาณห้าสิบต้น ๆ ยังไม่ถือว่าอายุมากแต่ความสามารถน่าจะไม่มากเท่าอายุ ด้วยวัยนี้เขายังมีตำแหน่งแค่นายอำเภอ เห็นได้ว่าอนาคตในราชการคงไปไม่ถึงไหนแล้ว ดังนั้นสีหน้าของเขาจึงดูหงุดหงิดใจไม่น้อย

เมื่อได้ยินชุนต้าซันและจางอู่เหนียงบอกชื่อแซ่ สายตาของจางหงถูก็จ้องมาที่ชุนถูหมี “แล้วเจ้าล่ะเป็นใคร”

“เรียนใต้เท้า ข้าน้อยเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของชุนต้าซัน ที่วันนี้มาเพื่อขอความเป็นธรรมแทนบิดาเจ้าค่ะ” ชุนถูหมีพูดเสียงดังฟังชัด

โอวหยางจู๋เตี่ยนเข้านั่งร่วมการพิจารณาคดีด้วย เขานั่งถัดลงมาจากตำแหน่งของนายอำเภอ ซึ่งก็คือตำแหน่งที่เราจะเห็นที่ปรึกษาทั้งหลายนั่งอยู่ในหนังในละครนั่นแหละ เมื่อเขาเห็นชุนถูหมีแวบแรกก็เกิดความประหลาดใจยิ่ง เพราะคิดตลอดว่าคนที่มาแก้ต่างให้ชุนต้าซันจะเป็นซุนซิ่วไฉ คาดไม่ถึงว่าเด็กสาวคนนี้จะรับหน้าที่เสียเอง

ในความรู้สึกที่ว่านางไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำกลับแฝงด้วยความประหลาดใจและคาดไม่ถึง หากเป็นเด็กสาวชาวบ้านทั่วไปถ้าพบเจอบรรยากาศเช่นนี้ ถึงจะไม่รู้สึกตื่นตระหนกตกใจจนทำอะไรไม่ถูก ก็ไม่ควรมีความเยือกเย็นสุขุมได้ถึงเพียงนี้

หรือนางเปรียบเสมือนลูกวัวที่เพิ่งแรกคลอดที่ไม่รู้จักความร้ายกาจของพยัคฆ์ร้าย?

หรือว่านางเตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว?

น่าจะเป็น... อย่างแรกมากกว่า ถ้าเช่นนั้นก็น่าเสียดายเพราะความโอหังบังอาจของนางอาจจะทำให้คดีของชุนต้าซันหมดหวังอย่างสิ้นเชิง

“เจ้าเป็นสาวเป็นนาง บังอาจมาก่อความวุ่นวายถึงในศาลเชียวหรือ เด็ก ๆ ไล่นางออกไป” จางหงถูกล่าวอย่างมีโทสะ

ชุนถูหมีรีบปรับน้ำเสียงเป็นการใหญ่ “ใต้เท้า ข้าน้อยมาเพื่อขอความเป็นธรรมแทนบิดา”

“ที่บ้านเจ้าไม่มีผู้ชายแล้วหรือ” จางหงถูยิ่งพูดยิ่งหงุดหงิด “ถึงกฎหมายต้าถังจะอนุญาตให้คนในครอบครัวมาแก้ต่างให้กับผู้ต้องหาในศาล แต่ก็ไม่ควรจะเป็นหน้าที่ของเด็กผู้หญิงอย่างเจ้า ไปเรียกผู้ชายที่บ้านเจ้าให้มาจัดการเรื่องนี้”

“เรียนใต้เท้า ท่านปู่ของข้าน้อยติดราชการต้องเดินทางไปต่างถิ่น กลับมาบ้านไม่ได้ ส่วนบิดาของข้าน้อยก็อยู่ในศาลเพราะถูกหญิงน่ารังเกียจใส่ร้าย ที่บ้านข้าน้อยไม่มีผู้ชายคนอื่นแล้ว คำว่ากตัญญูนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ข้าน้อยรู้ดีว่าการเสนอตัวออกมาเช่นนี้มีผลต่อชื่อเสียงของข้าน้อยด้วย แต่เพราะความจำเป็นบังคับจึงต้องทำ ใต้เท้าโปรดเมตตา” ชุนถูหมีทำท่าโขกศีรษะลงกับพื้นอย่างสมจริงสมจัง แต่ที่จริงแล้วนางมิได้ใช้แรงโขกสักนิด

ที่นางคุกเข่าโขกศีรษะก็เพราะทำตามกฎระเบียบ ทำตามธรรมเนียมประเพณีของที่นี่ มิได้มาจากใจจริง ดังนั้นทำแค่พอเป็นพิธีก็แล้วกัน เรื่องกดตัวเองให้ดูต่ำแบบนี้ ฉากหน้าอาจจะแสดงถึงความจริงใจแต่เนื้อแท้มีแต่คนโง่เท่านั้นถึงจะทำร้ายตัวเอง อีกทั้งนางจงใจยกคำว่ากตัญญูขึ้นมาอ้างเพื่อตัดคำปฏิเสธของจางหงถู

แผ่นดินต้าถังในมิตินี้มีความเหมือนกับแผ่นดินต้าถังโบราณของจีนอย่างหนึ่ง ก็คือให้ความสำคัญกับคำว่ากตัญญูอย่างมาก ถ้าไร้ซึ่งความกตัญญูจะนับว่าผิดมหันต์ เป็นความผิดที่สามารถเทียบเท่ากับความผิดฐานก่อกบฏได้เลย นางยกความกตัญญูขึ้นมาอ้างอย่างออกหน้าออกตา จึงไม่เชื่อว่าจางหงถูยังจะกล้าพูดจางี่เง่าตอบ

เป็นดังคาด เมื่อจางหงถูได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็อดมองไปทางโอวหยางจู๋เตี่ยนแวบหนึ่งไม่ได้ เมื่อเห็นว่าโอวหยางจู๋เตี่ยนพยักหน้าให้นิด ๆ เขาก็ตบแท่นไม้ดังสนั่น “เห็นแก่ที่เจ้ามีความกตัญญู ข้าอนุญาต ลุกขึ้นได้”

ชุนถูหมีลอบระบายลมหายใจ รู้สึกได้ว่ากั้วเอ๋อที่อยู่ข้าง ๆ แทบจะหมดแรงหมอบลงกับพื้นไปเสียแล้ว

เวลานี้คนที่รอการไต่สวนคดีพร้อมกับครอบครัวด้านนอกมีอยู่ที่หมดสิบกว่าชีวิต เมื่อมีคนเห็นว่าการที่ลูกสาวขึ้นศาลแก้ต่างล้างมลทินให้บิดาเป็นเรื่องแปลกใหม่ จึงทยอยกันเข้ามาดูใกล้ ๆ ด้านหลังของพวกเขา มีคนสวมเครื่องแบบทหารเดินเข้ามามุงอยู่อีกหลายคน เห็นได้ชัดว่าเป็นคนของเหล่าทัพ คนเหล่านี้ก็ยืนดูอยู่นอกประตูศาลด้วยความอยากรู้เช่นกัน

ขั้นตอนต่อมาคือการให้ทั้งสองฝ่ายเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้ฟัง จะต้องทำเช่นนี้ทุกครั้งที่มีการไต่สวนในแต่ละศาล ข้อแรกเพื่อให้ผู้ที่มาฟังการไต่สวนครั้งแรกมีความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ข้อที่สองให้นายอำเภอได้ฟังและทบทวนเหตุการณ์ในคดีนี้อีกครั้ง ข้อที่สาม เพื่อป้องกันการให้การเท็จ เพราะถ้าเป็นเรื่องโกหก เมื่อให้พูดซ้ำหลาย ๆ ครั้งเข้าก็จะเกิดความผิดพลาดได้ง่าย

คดีนี้จางอู่เหนียง ผู้ฟ้องร้องเป็นผู้เริ่มเล่าเรื่องก่อน

“สามีของข้าน้อยเสียชีวิตไปนานแล้ว แต่เคราะห์ดีที่สามีทิ้งบ้านเอาไว้สองหลังเพื่อให้ข้าน้อยใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยการเก็บค่าเช่าบ้าน วันที่สิบแปดเดือนเก้า เวลายามห้ากลาง[1] ข้าน้อยเก็บค่าเช่าบ้านแล้วก็รีบร้อนกลับบ้าน แต่คิดไม่ถึงว่าเดินมาถึงครึ่งทางก็พบกับคนชั่วคนนี้...”

นางชี้ไปที่ชุนต้าซันอย่างเคียดแค้น

“ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงเข้ามาพูดจาแทะโลมข้าน้อย ข้าน้อยเป็นหญิงสาวอ่อนแอขี้กลัว ก็พยายามหาทางหนีให้ห่างจากเขาแล้วรีบกลับบ้าน ทว่าเขากลับสะกดรอยตามข้าน้อย ถือโอกาสที่ข้าน้อยยังไม่ทันปิดประตูบ้านใช้กำลังบุกเข้ามา จากนั้นก็ลั่นดาลประตู คิดจะทำเรื่องไม่ดีกับข้าน้อย ข้าน้อยไม่ยอมจึงตะโกนร้องให้คนช่วย พร้อมกับดิ้นรนขัดขืนอย่างสุดชีวิต เคราะห์ดีที่พี่หลี่เอ้อ เพื่อนบ้านได้ยินเข้าจึงรีบมาที่บ้านข้าน้อยแล้วจัดการตีเจ้าสารเลวคนนี้จนสลบ แล้วนำตัวมาส่งทางการ”

จากคำให้การของจางอู่เหนียง

มีผู้เช่าบ้านสองหลังของนางเป็นพยานยืนยันได้ว่า เช้าวันนั้นนางไปเก็บค่าเช่ามาจริง ๆ หลังจากนั้นเพื่อนบ้านที่ชื่อหลี่เอ้อก็มาร่วมเป็นสักขีพยานในช่วงเวลาสำคัญ เขากล่าวว่าตนสวมบทวีรบุรุษช่วยสาวงาม ใช้ไม้ทุบผ้า[2]ตีชุนต้าซันจนหลบเหมือด

ส่วนคำให้การของชุนต้าซันก็คือ “วันที่สิบแปดเดือนเก้า ข้าไปร้านเครื่องเงินวั่นเหอในตัวอำเภอเพื่อทำปิ่นเงินให้กับลูกสาว เพราะอยากจะรีบกลับบ้านให้เร็วหน่อยจึงได้ใช้ทางลัด เดินอ้อมไปทางตรอกด้านหลังร้านเพียงเซียว แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีหัวขโมยจากไหนไม่รู้มาแย่งถุงเงินกับปิ่นของข้าไป ข้าวิ่งตามมาจนถึงบ้านหลังหนึ่ง ตอนนั้นเจ้าหัวขโมยก็หายไปแล้ว แล้วผู้หญิงคนนี้ก็โถมเข้ามา”

เขาชี้ไปที่จางอู่เหนียงอย่างมั่นใจ “ขณะที่ยื้อยุดกันอยู่ จู่ ๆ ข้าก็เจ็บท้ายทอย จากนั้นก็ไม่รู้เรื่องอะไรอีก ตื่นขึ้นมาก็ถูกใส่ขื่อคอเยี่ยงนักโทษเสียแล้ว”

ชุนถูหมีท่องจำคำให้การของจางอู่เหนียงและชุนต้าซันอย่างดี นางท่องได้ขึ้นใจ จึงบอกได้ว่าถ้าเกิดนั่งฟังเฉย ๆ เรื่องที่จางอู่เหนียงเล่ามาดูสมจริงสมจัง บอกได้แค่ว่าผู้ที่ต้องการให้ร้ายชุนต้าซันลงทุนลงแรง วางแผนมาอย่างรอบคอบยิ่ง แต่เนื้อเรื่องอย่างนี้ในสายตาผู้ที่คลุกคลีกับกฎหมายมานานย่อมเห็นว่ามีข้อพิรุธมากมาย แล้วอีกอย่างนางยังไปตรวจดูถึงสถานที่เกิดเหตุมาแล้วด้วย

ทว่าคนผู้นั้นเป็นใคร แล้วมีความแค้นเรื่องอะไรรึ ถึงกับบงการให้คนอื่นใส่ร้ายชุนต้าซันในเรื่องที่ผิดศีลธรรมถึงเพียงนี้

เมื่อจางหงถูได้ยินคำให้การของทั้งสองฝ่ายแล้วก็เอ่ยถามชุนถูหมี “บุตรสาวสกุลชุน เจ้าบอกว่าจะช่วยบิดาลบล้างมลทิน ในเมื่อมีหลักฐานและพยานแน่นหนาขนาดนี้ เจ้ายังมีอะไรจะพูดอีกไหม”

ชุนถูหมีก้าวขึ้นไปด้านหน้าอย่างไม่รีบไม่ร้อน นางโค้งร่างทำความเคารพจางหงถู ก่อนเอ่ยเสียงดังฟังชัดว่า “ใต้เท้าผู้ปราดเปรื่อง ข้าน้อยมีข้อสงสัยอยู่หลายข้อที่อยากจะถามผู้ร้องทุกข์กับพยาน”

จางอู่เหนียงผู้ร้องทุกข์ถูกเบิกตัวเข้ามาอยู่ในบริเวณที่พิจารณาคดีแล้ว ส่วนหลี่เอ้อ และคนเช่าบ้านอีกสองคนที่เป็นพยานกำลังรอเบิกตัวเข้าศาล

ชุนถูหมีไม่มีข้อสงสัยในตัวพยานที่เป็นคนเช่าบ้าน แต่สำหรับหลี่เอ้อ นางจะต้องซักถามเขาอย่างละเอียดถี่ถ้วนสักหน่อย ส่วนพยานที่นางหาได้นั้นหวังว่าพี่เสี่ยวจิ่วจะพาพวกเขามาถึงโดยเร็ว มาสักคนสองคนก็ยังดี เพื่อจะดึงเวลาการไต่สวนไปถึงรอบที่สาม และเพื่อรับประกันว่าวันนี้ชุนต้าซันจะไม่ถูกใช้เครื่องมือลงทัณฑ์

เมื่อคิดได้เช่นนั้น นางก็หันกลับไปมองบิดา เห็นชุนต้าซันมีสีหน้าที่สับสน วิตกกังวล เหมือนมีอะไรอยากจะพูดแต่ก็พูดไม่ออก

ชุนถูหมีรู้ว่าบิดาไม่ได้คิดถึงตัวเองแต่เขากำลังพะวงถึงนาง อาจเพราะประโยคที่นางกล่าวกับชุนต้าซันเมื่อครู่คงแทงใจดำ ทำให้เขาได้แต่ยืนอ้าปากค้างอยู่เป็นนาน แต่ก็ไม่ได้บอกให้นางรีบออกจากศาล ไม่ได้ห้ามไม่ให้มายุ่งเกี่ยวกับคดีนี้แต่อย่างใด

ลูกสาวของเขาพูดได้ถูกต้อง ถ้าหากเขาไม่อาจพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนได้ ลูกสาวของเขายังจะมีชื่อเสียง มีอนาคตต่อไปได้อีกหรือ?

ตอนนี้บิดาของเขาก็อายุมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเกิดเขาไม่อยู่คอยดูแลข้างกายท่านแล้วต่อไปท่านจะทำอย่างไร เขาไม่เข้าใจเรื่องกฎหมายและบทลงโทษสักเท่าไร แต่ก็เข้าใจว่า การที่อีกฝ่ายร้องทุกข์ว่าตนพยายามจะข่มขืน แม้จะเป็นความผิดที่ยังกระทำไม่สำเร็จ แต่ด้วยเขามีชาติกำเนิดทหาร ส่วนผู้เสียหายนั้นเป็นชาวบ้านธรรมดา เมื่อมีฐานะที่แตกต่างกันบทลงโทษจะต้องถูกเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

-------------------------

[1] 10.00นาฬิกา

[2] เป็นไม้ที่แม่บ้านเอาไว้ซักผ้า จะใช้ทุบไปบนผ้าแทนการขยี้

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Chem_sci40
สนุกค่ะ ขอบคุณค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 4 วันที่แล้ว

รีวิว