ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-44 คู่ปรับเก่า

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

44 คู่ปรับเก่า

“ข้าน้อยชุนถูหมี เป็นตัวแทนแก้ต่างให้กับนักโทษหญิง ฟางเฟย คำนับใต้เท้าทุกท่าน” ชุนถูหมีทำความเคารพทุกคนอย่างนอบน้อม

ซุนซิ่วไฉสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉถือว่าเป็นผู้มีความชอบในการสอบจึงไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเวลาขึ้นศาล ส่วนชุนถูหมีแม้มาแก้ต่างให้กับจำเลยก็จริง แต่นางไม่มีตำแหน่งหรือความชอบ อีกทั้งมิได้มาว่าความแทนคนในครอบครัว ในกรณีนี้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายจะต้องถูกโบยก่อนยี่สิบไม้ ก่อนโบยต้องถอดกางเกงเพื่อโบยที่ก้น

ดังนั้น ในสมัยโบราณ เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียเกียรติอย่างยิ่ง แม้แต่โสเภณีก็ยังไม่อาจทำใจยอมรับได้ ทว่ากฎหมายต้าถังมีข้อดีข้อหนึ่ง ถ้าไม่ใช่ความผิดร้ายแรงถึงขนาดไม่อาจลดโทษให้ได้ การโบยก่อนพิจาณาคดีอาจใช้การจ่ายเงินค่าปรับเป็นการทดแทน

เพราะฉะนั้น งานนี้นางจะต้องชนะอย่างเดียว ไม่อย่างนั้นเงินค่าปรับหนักหนึ่งชั่งคงจะต้องเสียไปเปล่าๆ

เมื่อเห็นนางคุกเข่าอย่างอ่อนน้อม ท่านแม่ทัพพลันรู้สึกว่าเรื่องเริ่มสนุกซะแล้วสิ เขาถองเอวญาติผู้น้อง แล้วกระซิบเบาๆ ว่า “นังหนูนี่พอขึ้นศาลเท่านั้นแหละ สองตาเป็นประกายแวววาวทันที เห็นได้ว่านางชอบว่าความ”

วันนี้คังเจิ้งหยวนกำลังทำหน้าที่ เขาต้องรักษาสีหน้าที่เคร่งขรึมและพยายามไม่ออกความเห็นใดๆ

ท่านแม่ทัพเห็นจางหงถูนั่งเฉยๆ ไม่ยอมสั่งการต่อ ซ้ำยังไม่บอกให้ชุนถูหมีลุกขึ้น เขาจึงอาสาทำหน้าที่แทน “ลุกขึ้นได้”

ตอนนี้คังเจิ้งหยวนเริ่มนึกเสียใจที่พาญาติผู้พี่มานั่งฟังการไต่สวนเสียแล้ว หันอู๋เวยเกิดมาเป็นนักรบ มีวิชาความรู้และวรยุทธสูงส่งอีกทั้งยังมีสติปัญญาด้านการวางแผนไม่น้อย แต่เขาเป็นคนขี้แกล้ง เดาใจยาก ทั้งยังไม่สนใจว่าตนจะหักหน้าใครเข้าให้

แน่นอนว่าจางหงถูไม่กล้ามีปากเสียงกับท่านแม่ทัพ ส่วนชุนถูหมีเมื่อได้ยินดังนั้นก็ลุกขึ้นยืน

ต่อมาก็เป็นการทำตามขั้นตอนของการพิจารณาคดี โดยมีโอวหยางจู๋เตี่ยนอ่านเนื้อหาคดีและผลการสืบสวนที่ได้มาอย่างคร่าวๆ จากนั้นก็เข้าสู่ขั้นตอนการซักถามของตัวแทน

ในตอนนี้ ชุนถูหมีจึงรู้ว่าซุนซิ่วไฉเป็นหมอความในฝั่งของภรรยาจ้าวเหล่าชี นางประหลาดใจมากคิดว่าภรรยาจ้าวเหล่าชีคงไม่มีปัญญาจ่ายเงินจำนวนมากเพื่อให้ซุนซิ่วไฉมาเป็นหมอความ นอกจากจะมีคนคอยช่วยเหลืออยู่ลับๆ หรือไม่ก็เป็นซุนซิ่วไฉเสนอตัวโดยไม่รับค่าตอบแทน

ถ้าเกิดมีคนคอยช่วยอยู่เบื้องหลัง แล้วคดีของบิดานางจะมีความเกี่ยวข้องกับคดีนี้หรือไม่ เพราะบิดาของนางเพิ่งถูกใส่ร้าย ตอนนี้คนที่มาเช่าร้านก็ถูกใส่ร้ายอีก ดูแล้วมีความเป็นไปได้ที่จะมีความเกี่ยวพันกัน

ถ้าเกิดเถ้าแก่เนี้ยฟางต้องเลิกกิจการร้านอาหารเพราะเหตุนี้ เงินค่าเช่าที่นางควรจะได้ก็ไม่ได้ ถ้าจะหาคนมาเช่าใหม่ก็ยังต้องใช้เวลา

ถ้าเกิดซุนซิ่วไฉไม่รับเงินแล้วยอมรับว่าความให้ แสดงว่าเขามาเพื่อแก้แค้น ไม่ยอมรับในความสามารถของนาง คิดจะทำให้นางต้องอับอาย ถ้าอย่างนั้น คนที่จะโชคร้ายตอนท้ายสุดย่อมต้องไม่ใช่นาง เรื่องนี้ชุนถูหมีมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม

ตามขั้นตอนการไต่สวนของราชวงศ์ถัง จะให้โจทก์เป็นผู้กล่าวโทษจำเลย ดังนั้นซุนซิ่วไฉจึงเป็นฝ่ายเดินออกมากลางศาล

ต้าถังเป็นยุคสมัยที่เปิดกว้าง เห็นได้จากปัจจัยที่มีความจำเป็นในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า อาหาร ที่อยู่อาศัยหรือการเดินทาง จะมีรูปแบบหลากหลายแตกต่างกันไป อย่างเสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ก็มีทั้งเสื้อผ้าแบบชาวฮั่นที่นิยมกันในตอนนี้ แต่ก็ยังมีคนนิยมชมชอบเสื้อผ้าของชาวเผ่านอกด่าน มีบางคนชอบการแต่งกายที่ย้อนไปถึงราชวงศ์จิ้น ราชวงศ์เว่ยก็มี

พวกบัณฑิตที่เรียนมาเยอะชอบคิดว่าตัวเองมีมาดสุขุมนุ่มลึก เป็นผู้มีการศึกษาสูงกว่าชาวบ้านทั่วไปจึงชอบสวมเสื้อตัวนอกที่หลวมๆ มีแขนเสื้อกว้าง

ซุนซิ่วไฉเองก็แต่งตัวเช่นนี้ เขาคงคิดว่าตัวเองมีราศีของบัณฑิตคงแก่เรียนจับเต็มตัว แต่ในสายตาของชุนถูหมี กลับเห็นว่าเขาเป็นพวกความรู้ท่วมหัวเอาตัวไม่รอด

“บัณฑิต[1] ซุนอวี่ชุน เป็นตัวแทนภรรยาม่ายของจ้าวเหล่าชีขอกล่าวฟ้องฟางเฟย เถ้าแก่เนี้ยร้านหลินสุ่ย ว่าเป็นผู้สังหารจ้าวเหล่าชี” เขาก้าวขึ้นหน้าคำนับให้กับนายอำเภอ

ซุนอวี่ชุนรึ?

ชุนถูหมีเคยได้ยินแต่ชื่อ เจี่ยอวี่ชุน[2] ขุนนางนิสัยไม่ดีที่ละโมบโลภมาก ตัดสินคดีอย่างเลอะเลือน ตอนนี้มาได้ยินว่าซุนซิ่วไฉก็มีชื่อเดียวกัน อีกทั้งมีนิสัยเหมือนกับขุนนางคนนั้น ก็ให้สะใจพิลึก

“จะฟ้องว่าอะไร” จางหงถูมองไปทางซ้ายแวบหนึ่ง เมื่อเห็นขุนนางใหญ่ทั้งสองไม่มีปฏิกิริยาใดๆ จึงตบแท่นไม้ดังปัง จำต้องรับหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการพิจารณาคดีด้วยตัวเอง

ซุนซิ่วไฉหมุนตัว ชี้ไปยังเถ้าแก่เนี้ยฟางด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด พูดเสียงดังฟังชัดว่า “ร้านหลินสุ่ยเป็นร้านอาหารที่มีชื่อเสียงในอำเภอของเรา เถ้าแก่เนี้ยฟางก็เป็นคนทำการค้าที่มีชื่อเสียงและร่ำรวย กล่าวกันว่าคนทำการค้ามักเอาเปรียบลูกค้า แสวงหาผลประโยชน์โดยไม่คำนึงถึงวิธีการ น้ำแกงปลาฟูหรงของร้านหลินสุ่ยมีรสชาติยอดเยี่ยมจนรู้จักกันไปทั่ว แต่น้ำแกงปลาหนึ่งชามกลับมีราคาถึงหนึ่งตำลึง เห็นได้ว่าเป็นอาหารที่ได้กำไรอย่างงาม และถึงจะเป็นเช่นนี้ นักชิมทั้งหลายก็ยังยินดีจะจ่ายเงินให้นาง”

“ก็คนเขายอมให้โขก เจ้าจะไปยุ่งอะไรด้วย” มีเสียงแทรกขึ้นจากกลุ่มคนที่มาดูการพิจารณาคดีทางด้านนอก เสียงที่พูดขึ้นมาเหมือนคนบีบจมูกดัดเสียงไม่ให้ใครจำได้ แต่พอคำพูดนี้หลุดออกมาก็มีเสียงวิจารณ์ดังกระหึ่มไปทั่ว

ชุนถูหมีเดาว่าน่าจะเป็นพี่เสี่ยวจิ่วหรือไม่ก็เสี่ยวอู๋ ดังนั้นแม้สีหน้าของนางจะเรียบเฉยแต่ในใจก็ร้องรับว่า ดี

“อยู่ในความสงบ!” จางหงถูตวาดพร้อมกับตบแท่นไม้อีกครั้ง “ถ้ายังมีคนพูดมากอีก จะถือว่าจงใจก่อความวุ่นวายในศาล มีโทษโบยด้วยหวายสิบที”

ถึงจะเป็นโทษที่ต่ำที่สุด แต่ก็ยังนับเป็นการถูกทำโทษอยู่ดี เงียบก็ได้

ฝูงชนเงียบกริบทันที ซุนซิ่วไฉรีบพูดต่อไป “น้ำแกงปลาฟูหรงของร้านหลินสุ่ยมีวิธีการทำที่เป็นความลับ ไม่สอนคนนอก ดังนั้นเถ้าแก่เนี้ยฟางจึงเป็นคนทำทุกอย่างเองโดยไม่มีใครช่วย ดังนั้น หากน้ำแกงปลามีปัญหาแสดงว่าผิดที่นาง ผลที่เกิดขึ้นจะต้องให้นางเป็นผู้รับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว น้ำแกงปลาใช้ปลาไถปาที่หมักแล้วมาเป็นวัตถุดิบสำคัญ

อันว่าสุภาพชนล้วนห่างไกลจากห้องครัว ใต้เท้าทุกท่านจึงอาจยังไม่ทราบ แต่พี่น้องพ่อแก่แม่เฒ่าในอำเภอของเราที่ต้องหาเช้ากินค่ำต่างก็รู้ดีว่าแม้ปลาชนิดนี้จะมีรสชาติดีเพียงใด แต่เวลาจะนำมาทำอาหารจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ ถ้าเกิดทำผิดขั้นตอนแม้แต่นิดเดียวก็จะกลายเป็นพิษ เกิดโทษกับผู้กินได้

ขอน้อยขอเรียนถามว่าหลักการที่แสนจะธรรมดาเช่นนี้เถ้าแก่เนี้ยที่เปิดร้านอาหารจะไม่รู้เชียวหรือ ในเมื่อรู้แล้วทำไมถึงยังมีคนตายได้ นั่นเพราะร้านหลินสุ่ยไม่เห็นชีวิตลูกค้าอยู่ในสายตา คิดแต่จะหาเงินมากๆ การกระทำเช่นนี้เป็นการเจตนาฆ่าคนชัดๆ”

“ข้าน้อยถูกใส่ร้าย” ปกติแล้วเถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนสุขุมเยือกเย็น แต่ตอนนี้นางถูกคนสาดโคลนต่อหน้าต่อตา จึงตะโกนแย้งขึ้นมาด้วยความโมโหระคนร้อนใจ

“หุบปาก!” จางหงถูตวาด “ข้ายังไม่ได้ถามเจ้า จะคร่ำครวญไปไย”

เขาพูดจบแล้วก็ลอบมองไปที่หันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวนแวบหนึ่ง เห็นใต้เท้าทั้งสองยังไม่มีท่าทีอื่นใด ท่านแม่ทัพนั่งยันมือสองข้างกับโต๊ะ ดูท่าทางสนใจกับการพิจารณาคดีเป็นอย่างยิ่ง เขาจึงทำหน้าที่ผู้ควบคุมการไต่สวนต่อไป “ซุนอวี่ชุน พูดต่อ”

ซุนซิ่วไฉหัวเราะเสียงเย็น มองไปที่ชุนถูหมีอย่างเป็นต่อ ทว่าจู่ๆ เขาเกิดความรู้สึกฉงนสงสัย ตัวเขาก็พูดมาถึงขั้นนี้ บอกเป็นนัยว่าต้องการให้เถ้าแก่เนี้ยฟางได้รับโทษสูงสุด แล้วทำไมนังหนูสกุลชุนยังไม่มีท่าทีอะไรอีกเล่า? ถ้าจะบอกว่าตกใจจนทำอะไรไม่ถูก แล้วทำไมดวงตาของนางยังเป็นประกายสดใส สีหน้าดูไม่เป็นกังวล ราวกับมีแผนการอยู่ในใจ

ซุนซิ่วไฉตัดสินใจว่าจะกัดไม่ปล่อย พูดต่อไปว่า “ตอนที่เกิดเรื่อง ท่านแม่ทัพและใต้เท้าคังก็อยู่ที่ร้านพอดี พวกท่านเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดกับตา ด้วยการจัดการของใต้เท้าทั้งสอง นายอำเภอจางและมือปราบในที่ว่าการอำเภอจึงสืบเสาะจนรู้ต้นสายปลายเหตุของคดีนี้ ดังนั้น บัณฑิตจึงขอเบิกตัวพยานเข้ามาให้การต่อหน้า เพื่อให้เถ้าแก่เนี้ยฟางยอมรับอย่างหมดใจ”

“เบิกตัวพยาน” จางหงถูโยนป้ายคำสั่ง

มือปราบคนหนึ่งเดินเข้ามาเก็บป้ายแล้วเดินออกไปนำตัวพยานขึ้นศาล

ในตอนนี้เองที่คังเจิ้งหยวนเอ่ยขึ้นว่า “ตอนนั้นข้ากับท่านแม่ทัพอยู่ในสถานที่เกิดเหตุ ทว่าสิ่งที่เห็นกลับมิใช่ข้อเท็จจริง เพราะพวกเราไม่ได้อยู่ระหว่างที่เกิดเหตุการณ์กำลังดำเนินอยู่ ข้อเท็จจริงของคดีนี้เป็นอย่างไรคงต้องเชิญให้ท่านทั้งสองโต้แย้งหาความชัดเจนกันเองแล้ว”

ซุนซิ่วไฉได้ยินแล้วนิ่งขึง

ที่เขาพูดไปเมื่อครู่เป็นการวางกับดักทางวาจา เพราะว่าถ้าพูดให้รู้ว่าใต้เท้าทั้งสองเป็นผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดด้วยตัวเองย่อมมีแรงจูงใจให้คนฟังคล้อยตามได้มากขึ้น แต่คาดไม่ถึงว่าผู้ตรวจการที่ยังหนุ่มแน่นคนนี้กลับไม่ใช่คนที่จะตบตาได้ง่ายๆ เขาดึงคำพูดแยบยลของซุนซิ่วไฉออกมาชี้แจงแล้วตัดจบอย่างเปิดเผย

-----------------

[1] สมัยโบราณ ผู้มีความรู้มักจะแทนตัวเองว่าบัณฑิต เป็นสรรพนามที่ใช้เรียกตนเองแบบถ่อมตน

[2] เจี่ยอวี่ชุน เป็นตัวละครที่อยู่ในเรื่องความรักในหอแดง

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว