ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-16 หงเหลียน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

16 หงเหลียน

“หลี่เอ้อคนนี้ เท่าที่ข้าน้อยรู้มาเป็นพวกว่างงานที่ขี้เกียจสันหลังยาว”

ชุนถูหมีเอ่ยปากสาธยายอย่างไม่ไว้หน้า “ปกติไม่ทำงานทำการ กิจการของครอบครัวที่มีมาก็ถูกเขาผลาญจนหมดสิ้น ตอนนี้ยากจนข้นแค้นยิ่งนัก บางครั้งก็ยังไม่มีข้าวจะกิน ต้องหาวิธีรีดไถเอาเงินจากคนอื่น ไม่ว่าใครก็รังเกียจเป็นที่สุด แต่อยู่ดี ๆ ก่อนวันที่สิบแปดเดือนเก้ากลับมีเงินจับจ่ายใช้สอยขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ซื้อเสื้อผ้าใหม่ เข้าไปกินอาหารที่ร้านหลินสุ่ยถึงสองครั้ง ข้อนี้ ร้านตัดเสื้อฝูอี้กับร้านหลินสุ่ยต่างก็เป็นพยานยืนยันได้”

“ก็ช่วงนี้ข้ามือขึ้นได้โชคได้ลาภ ก็เลยมีเงินใช้” หลี่เอ้อรีบแย้งขึ้นอย่างลนลาน

“งั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยว่าเป็นบ่อนพนันร้านไหน แล้วเงินทุนของเจ้าได้มาจากไหน แล้ววันที่ได้เงินเป็นกอบเป็นกำนั่นได้มาจากการพนันอะไร วันที่เท่าไหร่ เวลาไหน”

ชุนถูหมีหมุนตัวกลับมาใช้สายตาที่คมกริบมองหลี่เอ้อ

“ข้าจะสอนอะไรให้อย่างหนึ่งนะ เพื่อคำยันคำโกหกหนึ่งคำ อาจจะต้องมีคำโกหกมากมายมาช่วยเสริม ถ้าเจ้าไม่คิดให้รอบคอบว่าควรจะพูดอะไรก่อน อะไรหลัง ก็จะเป็นเหมือนบ้านที่ไม่ได้วางรากฐานอย่างดี พอลมพัดวูบเดียวก็อาจพังลงมาได้ง่าย ๆ ถ้าข้าเป็นเจ้าหรือเป็นจางอู่เหนียง เมื่อครู่อาจจะพูดว่าประตูหน้าบ้านคงปิดไม่สนิท แล้วเจ้าก็วิ่งเข้าทางประตูนั่นแหละ จะต้องอ้อมไปอ้อมมา ยิ่งพูดยิ่งมีพิรุธไปทำไม”

“ใช่ ๆ ที่จริงประตูหน้าบ้านปิดไม่สนิท” จางอู่เหนียงเบาปัญญาถึงขนาดตกหลุมพราง

ชุนถูหมีบรรลุเป้าหมายแล้ว!

ที่นางพูดเช่นนี้ก็เพื่อให้จางอู่เหนียงกระโดดลงมางับเบ็ด เมื่อจางอู่เหนียงพูดเช่นนี้คนในศาลทั้งหมดยังจะมีใครเชื่อคำพูดของนางอีก

“หลี่เอ้อ” ชุนถูหมีเห็นหน้าตาของเขาซีดขาวไร้สีเลือด คิดว่าคงตกใจจนแทบจะปัสสาวะรดกางเกงอยู่แล้ว แต่นางก็ไม่ใจอ่อนยังเหยียบซ้ำแรงๆ อีกที

“ถ้าหากเจ้ายังอธิบายถึงที่มาของเงินก้อนนั้นได้ไม่ชัดเจน ไม่แน่ว่าใต้เท้าอาจตั้งข้อหาว่าเจ้าไปลักขโมยคนอื่นมาก็ได้ แม้จะบอกว่าถ้าไม่มีชาวบ้านมาร้องทุกข์ ทางการก็ไม่รู้จะเอาเรื่องกับใคร ไม่มีเจ้าทุกข์ก็ไม่มีการร้องทุกข์ แต่ว่าความปลอดภัยในอำเภอของเราย่อมสำคัญกว่า ในฐานะนายอำเภอผู้ดูแลชาวบ้านด้วยความซื่อสัตย์ยุติธรรมอย่างใต้เท้าจางของเรา ยังจะยอมให้มีการลักขโมยเกิดขึ้นในพื้นที่ได้รึ ใช่ไหมเจ้าคะใต้เท้า” นางหันไปทางจางหงถู “และนี่คือพิรุธข้อที่ห้า”

“ไม่นะ... ข้าไม่ได้เป็นขโมย... ไม่นะ...” หลี่เอ้อเหงื่อกาฬแตกพลั่ก ได้แต่พูดซ้ำไปซ้ำมาว่าไม่ได้ทำ

“ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็อธิบายมาให้ชัดเจน ว่าทำไมจู่ ๆ เจ้าก็มีเงินใช้ขึ้นมาได้ เหอะ ดูท่าเจ้าจะไม่เข้าใจกฎหมาย มา... ข้าใจดีจะพูดให้เจ้าฟังก็ได้” ชุนถูหมีแสร้งทำเป็นมีเมตตา

“ผู้ที่ให้การเท็จ เป็นพยานเท็จจะต้องได้รับโทษในข้อหาเดียวกับผู้ที่เจ้ากล่าวหา พวกเจ้ากล่าวหาว่าพ่อข้าคิดจะข่มขืนแต่ยังกระทำไม่สำเร็จ หากคดีนี้เจ้าแพ้ ก็คงจะถูกลงโทษด้วยการโบยด้วยไม้พลอง แต่ถ้าเจ้าเป็นฝ่ายยอมรับสารภาพออกมาเองก็ยังมีการลดโทษลงบ้าง ใต้เท้าจางของพวกเราเป็นผู้มีจิตเมตตากรุณา รักชาวบ้านเหมือนลูกหลานตัวเอง ถึงจะเป็นผู้มีความผิดก็ยังให้โอกาสได้กลับตัวกลับใจ แม้จะลงโทษตามกฎหมายก็จริงแต่ก็คงจะลดโทษลงไปไม่น้อย”

นางไม่ลืมยกหางให้จางเลอะเทอะสักประโยค “หากเจ้าเกิดถูกตัดสินว่าลักขโมยของ แม้จะไม่ถูกลงโทษประหารชีวิต แต่ถ้าคิดตามมูลค่าของกลางที่เจ้าได้มา โทษสูงสุดที่จะได้รับก็ต้องถูกเนรเทศให้ไปใช้แรงงานที่ชายแดน ข้ากำลังคิดว่า... เงินที่เจ้าได้มาก็คงไม่น้อย กลัวแต่โทษที่จะต้องรับคงไม่เบา”

นางแสร้งทำเป็นนึกขึ้นได้ “อ้อ... อีกอย่างหนึ่ง อย่าคิดจะเถียงว่าเจ้าไปขุดมาจากสุสานบรรพบุรุษของตัวเองเลยนะ เพราะถ้าคิดจะสืบให้ชัดเจนก็ต้องไปขุดสุสานบรรพบุรุษของเจ้าขึ้นมาดู เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าคำโกหกหนึ่งคำจะต้องมีคำโกหกนับหมื่นมาเสริมให้ดูสมจริงแล้วเจ้ามีความสามารถขนาดนั้นไหม เจ้าพอจะเข้าใจต้นสายปลายเหตุและผลลัพธ์ที่จะตามมาหรือยัง ข้าว่าคิดดูให้ดี ๆ เถอะ จะรับโทษโบยไม่กี่สิบไม้ดีหรือว่าจะไปเป็นคนงานที่เหมืองเกลือแถบทะเลตะวันออกดี”

โอ... สะใจเป็นบ้า

ชุนถูหมีลอบถอนหายใจ ด้านมืดของกฎหมายสมัยโบราณพอนำมาใช้ก็ให้ความรู้สึกสาแก่ใจจริง ๆ

ที่จริงแล้วขั้นตอนการไต่สวนคดีนี้มีข้อผิดพลาดร้ายแรงหลายประการ อย่างเช่น ขณะที่จับตัวชุนต้าซันไม่มีการนำหมายจับออกมาแสดง ถ้าเกิดเป็นสมัยปัจจุบัน การฟ้องร้องคดีนี้ถือว่าเป็นโมฆะ แต่ในยุคแผ่นดินต้าถังต่างมิติจะนำเรื่องนี้มาโต้แย้งก็คงไม่ใช่ที่

อีกอย่างหนึ่งเมื่อคิดกลับกัน ถ้าเกิดเป็นยุคปัจจุบัน นางจะมาพูดข่มขู่หลอกล่อให้พยานตกอกตกใจอย่างนี้ไม่ได้แน่ แต่ในยุคนี้ นางสามารถพูดออกมาหน้าตาเฉยและยังพูดต่อหน้าศาลยุติธรรมได้อย่างสบายใจ

ในขณะที่หลี่เอ้อกำลังตัดสินใจไม่ถูกอยู่นั้น ชุนถูหมีมองไปนอกพื้นที่พิจารณาคดี เห็นพี่เสี่ยวจิ่วพาพยานมาได้คนหนึ่งก็ถึงกับยิ้มด้วยความสะใจยิ่ง

ชิ... กล้ามารังแกพ่อนาง ถ้าครั้งนี้ไม่เหยียบสองคนนี้ให้เจ็บจำไปจนวันตาย ก็ถือว่าการข้ามมิติมาครั้งนี้ของนางเสียเปล่าแล้ว

“ใต้เท้า ข้าน้อยยังมีพยานแวดล้อมอีกหนึ่ง” นางยกมือเล็ก ๆ ขึ้นยังดีที่แขนเสื้อชาวหูขอบุรุษนั้นเป็นแขนกระบอกแคบ ๆ จึงเห็นเพียงข้อมือที่ขาวนวลช่วงหนึ่งเท่านั้น แต่ถึงจะเป็นอย่างนี้ก็ยังทำให้คนสองคนที่แอบยืนดูอยู่ข้างศาลตาลายไปเช่นกัน

“ยังมีพยานแวดล้อมด้วยหรือ” จางหงถูถามอย่างหมดแรง ตอนนี้ในหัวเขามีแต่อะไรไม่รู้สับสนไปหมด แต่อย่างหนึ่งที่เขารู้อย่างชัดเจน ก็คือชุนต้าซันถูกคนใส่ร้ายอย่างไม่ต้องสงสัย และที่ทำให้เขาเกือบสติแตกก็คือ แล้วเขาจะทำให้พวกสารเลวไม่มีเรื่องแต่รนหาเรื่องใส่ตัวสองคนนั้นรับสารภาพได้อย่างไร

สั่งโบยผู้ต้องหาไปแล้วยังจะต้องสั่งโบยผู้ร้องทุกข์อีกหรือ?

เพราะมีความคิดเช่นนี้ ทำให้เขามองจางอู่เหนียงและหลี่เอ้อด้วยสายตาที่ดุร้ายขึ้นมาทันที ส่วนสองคนนี้ แรกเริ่มเดิมทีไม่เห็นเด็กสาวสกุลชุนอยู่ในสายตา แต่ตอนนี้พวกเขารู้สึกเหมือนมีแส้โบยกระหน่ำอยู่บนตัว สร้างความตื่นตระหนกตกใจจนหัวสมองขาวโพลนไปหมด

“พยานคนนี้สามารถพิสูจน์ได้ถึงแรงจูงใจในการก่อคดีนี้” ชุนถูหมีพูดยิ้ม ๆ “นี่เป็นข้อพิรุธข้อที่หก”

“เป็นใคร” จางหงถูพลิกสำนวนคำร้องกวาดตามองรายชื่อพยานอย่างรวดเร็ว จากนั้นแสดงความประหลาดใจที่เห็นรายชื่อที่คุ้นเคย

หงเหลียน

หญิงผู้นี้มีชื่อแต่ไร้แซ่

ทว่าชื่อของนางกลับเป็นชื่อที่ผู้คนทั่วไปรู้จักดี

ในอำเภอฟ่านหยางขอแค่เป็นผู้ชายจะต้องรู้จักผู้หญิงสองคนในอำเภอนี้ คนแรกคือเถ้าแก่เนี้ยร้านหลินสุ่ยเพราะนางเป็นคนที่ทำมาหากินสุจริต อีกคนก็คือหงเหลียน หญิงงามที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันดีของหอฟังฝน

ตามระเบียบของราชสำนัก ขุนนางทั้งหลายจะไปเที่ยวยุ่งเกี่ยวกับนางคณิกาหรือไปเที่ยวสถานที่ให้ความสำราญเช่นนี้ไม่ได้ ทว่า... ถึงจะมีระเบียบกำหนดไว้ แต่เวลาที่นัดพบปะสังสรรค์กับเพื่อนร่วมงานหรือมีขุนนางผู้ใหญ่เดินทางมาตรวจเยี่ยมหรือผ่านทางมา ก็ต้องมีสถานที่หาความสำราญให้พวกเขาสักแห่ง อย่างน้อยก็ควรมีที่ให้นั่งดื่มสุราเคล้านารีมิใช่หรือ

สำหรับหญิงคณิกา ยิ่งงามมากเท่าไร ค่าตัวก็ยิ่งแพงมากเท่านั้น

เมื่อค่าตัวยิ่งแพงก็ยิ่งมีชื่อเสียง

ถ้าได้มีโอกาสอยู่ร่วมห้องกับนางสักครั้งหนึ่ง เรื่องที่ว่าหยาบโลนก็อาจจะกลายเป็นการหาความสำราญแบบมีรสนิยมในสายตาของผู้อื่น อาจทำให้หนุ่มผู้โชคดีคนนั้นกลายเป็นที่โจษขานกันไปทั่ว กลายเป็นความภาคภูมิใจในชีวิตอย่างหนึ่ง หงเหลียนผู้นี้ก็คือความดีงามที่นำความภาคภูมิใจมาให้ชายทุกคนที่ได้สัมผัส อำเภอฟ่านหยางเป็นอำเภอเล็ก ๆ ดังนั้นมาตรฐานของการรับแขกจึงต่ำอยู่สักหน่อย

“ใต้เท้า ขอเบิกตัวพยานหงเหลียนขึ้นศาล” น้ำเสียงที่ชัดเจนของชุนถูหมีทำให้จางหงถูที่กำลังคิดฟุ้งซ่านดึงสติกลับมา

“เบิกตัว” เขากระแอมแห้ง ๆ ยืดตัวให้งามสง่าเข้าไว้

หงเหลียนสวมเสื้อคอป้ายตัวสั้นสีลูกท้อ กระโปรงจับจีบรอบตัวสีเดียวกัน สวมทับด้วยเสื้อแขนกุดสีขาวที่เป็นผ้าเนื้อบางแล้วคลุมไหล่ด้วยผ้าโปร่งสีเขียวสดทับอีกชั้นหนึ่ง นางดูเหมือนลูกท้อที่กำลังสุกได้ที่ของเดือนสามที่ยืนหยัดอยู่ท่ามกลางฤดูใบไม้ร่วง เส้นผมสีดำยาวสลวยของนางถูกเกล้าเป็นมวยอย่างซับซ้อน นางเลือกใช้ดอกไม้ประดิษฐ์รูปดอกโบตั๋นประดับศีรษะ ด้านข้างยังมีปิ่นปักผมสีเงินรูปผีเสื้อที่ฝังพลอยสีแดงเม็ดกลม ๆ เอาไว้ด้วย เวลาที่นางเยื้องย่าง ปีกผีเสื้อจะขยับไหวเล็กน้อย ดึงดูดสายตาผู้คนยิ่งนัก

ถ้ากล่าวถึงหน้าตา นางไม่งดงามเท่ากับชุนถูหมี แต่บุคลิกลักษณกลับมีเสน่ห์ยั่วยวนใจชาย ดังนั้นเมื่อนางปรากฏตัว ชายหนุ่มที่อยู่ในศาลทั้งในและนอกบริเวณพิจารณาคดีล้วนแต่วิพากษ์วิจารณ์ถึงตัวนางกันดังกระหึ่ม เมื่อนางคุกเข่าแสดงความเคารพ บางคนแทบจะถลาเข้ามาประคองตัวนางลุกขึ้นด้วยซ้ำ

“ผู้อยู่ในศาลเป็นใคร” จางหงถูถามตามระเบียบของศาล เขาถึงกับส่งเสียงกระแอมเล็กน้อยอย่างขัดเขิน เพราะในสถานที่บางแห่ง เขากับหงเหลียนถือได้ว่าเป็นบุคคลที่คุ้นเคยกันอย่างยิ่ง เรียกได้ว่าคุ้นเคยกันแบบเปิดเผยและจริงใจเลยทีเดียว

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว