ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-27 ไล่อ้อมๆ

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

27 ไล่อ้อมๆ

“กั้วเอ๋อล่ะ” นางลุกขึ้นยืน เพิ่งเห็นว่าคนมาไม่ครบ

“นังหนูนั่นเป็นห่วงว่าคุณหนูยังไม่ได้กินข้าวกลางวันเลยแวะไปซื้ออาหารปรุงเสร็จมาให้ ข้ากลัวว่าคุณหนูจะร้อนใจเลยรีบกลับมาก่อนขอรับ”

“แหม ถ้าลุงไม่พูดข้าก็ไม่รู้สึก พอพูดขึ้นมาข้าก็รู้สึกหิวแล้วสิ” ชุนถูหมีรู้สึกเหมือนท้องร้องโครกครากขึ้นมาทันที

แต่ก่อนกินข้าวนางต้องจัดการเรื่องเรื่องหนึ่งก่อน ดังนั้นจึงยิ้มปลอบใจลุงโจวแล้วเดินไปหยุดหน้าห้องตะวันออก ตะโกนเสียงดังว่า “ฮูหยิน สวีเหล่าไท่ไท่ ถูหมีมีเรื่องจะรายงาน”

นางสวีซื่อทำตัวเหมือนคนแกล้งตาย ไม่ส่งเสียงสักแอะ มีเพียงเสี่ยวฉินที่เดินมาปัดผ้าม่านหน้าประตูเลิกขึ้น ชุนถูหมีทำเหมือนไม่เคยเกิดการทะเลาะวิวาทเมื่อตอนสายมาก่อน นางก้าวเข้าไปในห้องแล้วคำนับ นางรู้ดีว่าสวีเหล่าไท่ไท่คงไม่ให้นางลุกขึ้นง่ายๆ จึงลุกขึ้นยืนเองโดยไม่สนใจว่าผู้ใหญ่จะว่าอย่างไร ขณะที่ยืนตรงนางก็ส่งเสียงครางต่ำๆ พลางยื่นมือไปคลำที่แผ่นหลังของตัวเองอย่างไม่ตั้งใจ

นางสวีซื่อและมารดาเห็นแล้วก็หน้าเปลี่ยนสี

ใบหน้าสวีเหล่าไท่ไท่มีแต่ความโกรธเกรี้ยว ส่วนนางสวีซื่อกลับดูตกอกตกใจ

เมื่อเช้าที่สวีเหล่าไท่ไท่ฟาดไม้กวาดใส่หลังชุนถูหมีเต็มแรง ตอนนี้ชุนถูหมีเพียงแค่จงใจย้ำเตือนให้พวกนางคิดถึงเรื่องเมื่อเช้า เพราะเมื่อครู่ลองยื่นมือไปคลำดูก็พบว่าเนื้อที่หลังบวมขึ้นมาไม่น้อย

“ทำไม หรือว่าทำเสียเรื่องไปใหญ่โต จนต้องมาหาผู้ใหญ่เพื่อเก็บกวาดขยะให้เจ้า” สวีเหล่าไท่ไท่พูดอย่างไม่พอใจเพื่อกลบเกลื่อนความหวาดระแวง

คนที่ถือว่าตัวเองเป็นใหญ่จึงเอาแต่ใจอย่างสวีเหล่าไท่ไท่ไม่มีทางก้มหน้ายอมรับผิด เพราะในความคิดของนาง ตีแล้วก็แล้วกัน จะทำอย่างไรได้อีก

เรื่องที่นางไปตีลูกสาวของคนอื่นที่บ้านของเขา ไม่ว่าพูดให้ใครฟังก็ดูไร้เหตุผล แต่ความจริงคนที่นางต้องการตีเป็นสาวใช้ แต่นังหนูสกุลชุนดันเอาตัวมาขวางเอาไว้แทน ชุนต้าซันจะกล้าตีนางกลับเพื่อล้างแค้นได้อีกหรือ ส่วนนางสวีซื่อลูกสาวของนางคงไม่เป็นอะไรหรอก นางรู้ดีว่าชุนต้าซันเป็นคนใจอ่อน นางแน่ใจว่าเขาเป็นคนขี้สงสาร เห็นน้ำตาผู้หญิงไม่ได้ ยิ่งไม่มีทางลงมือทำร้ายผู้หญิง

“ก็ไม่ใช่” ชุนถูหมีทำเสียงเล็กเสียงน้อยตอบกลับไป “แต่จะมาถามสวีเหล่าไท่ไท่ว่านี่ก็จะใกล้ยามเก้า[1]แล้ว ฤดูกาลนี้ฟ้ามืดเร็ว ท่านปู่ท่านพ่อของข้าไม่อยู่ ที่บ้านก็ไม่สะดวกจะให้คนนอกมาค้างแรม ถ้าเป็นสวีเหล่าไท่ไท่ก็ช่างเถอะ เพราะเป็นมารดาของฮูหยิน อีกทั้งยังเป็นแขกผู้หญิง ทว่าบ่าวรับใช้สองคนของสกุลสวี ท่านต้องคิดว่าจะจัดการให้พักที่ไหน แล้วยังเงินค่ากินค่าอยู่อีกเล่า เพื่อมิให้ต้องถูกครหาว่าเอาเปรียบฮูหยินใช้เงินสกุลสวีท่านปู่ของข้าจึงทำการแยกข้าวของเครื่องใช้อย่างชัดเจน ตอนนี้ท่านพ่อไม่อยู่ ถูหมีก็ไม่มีเงินติดตัว กลัวว่าจะรับรองได้ไม่ดี”

สวีเหล่าไท่ไท่ทะลึ่งตัวพรวด

เมื่อครู่นางเปิดหน้าต่างเป็นช่องเล็กๆ เห็นบ่าวแก่ๆ กับนังเด็กเวรนี่กระซิบกระซาบกันอยู่นึกว่าพวกนั้นไปเจออุปสรรคจนต้องวิ่งกลับมาขอความช่วยเหลือที่บ้าน ยิ่งตอนที่นางเห็นชุนถูหมีเดินก้มหน้าก้มตาเข้ามาในห้องตะวันออก นางมีความรู้สึกราวกับกำลังเป็นต่อ คาดไม่ถึงว่าชุนถูหมีจะมาไล่นาง

กล้ามาไล่นางกลับบ้านเสียด้วย!

ความเคียดแค้นในครั้งนี้จะให้นางสะกดมันลงได้อย่างไร ทว่ายังไม่มีเหตุผลใดจะให้นางใช้เป็นข้ออ้างอาละวาดระบายความแค้น ก็คงต้องเก็บบัญชีครั้งนี้เอาไว้ก่อน สวีเหล่าไท่ไท่ตวาดใส่ “เจ้าไม่ต้องมาพูดมาก ในเมื่อสกุลสวีเราช่วยอะไรไม่ได้ ก็จะไม่อยู่รบกวนให้มากความ ข้าจะเดินทางกลับไปคืนนี้เลย จะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองเงินทองไปมากกว่านี้ ไม่เช่นนั้นครอบครัวเล็กๆ ของเจ้าคงจะรับผิดชอบไม่ไหว”

“สวีเหล่าไท่ไท่เข้าใจก็ดีแล้ว” ชุนถูหมีแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจในคำประชดประชันของสวีเหล่าไท่ไท่ “เรื่องในบ้านของเรา เราย่อมต้องรู้ดีที่สุด ปกติเวลาสกุลชุนเราใช้เงินทองก็ไม่กล้าใช้อย่างสิ้นเปลือง” คำพูดของชุนถูหมีพูดพาดพิงถึงสวีเหล่าไท่ไท่อยู่สองเรื่อง เรื่องแรก นางเป็นคนสกุลสวี ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องคนสกุลชุนให้น้อยๆ หน่อย ข้อสอง ที่นางมาครั้งนี้ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย สิ่งที่ทำไปทั้งหมดเรียกว่าคนตาบอดจุดไฟ เสียเทียนไขไปเปล่าๆ

เป็นครั้งแรกที่สวีเหล่าไท่ไท่เจอฤทธิ์เดชของชุนถูหมี ถูกอีกฝ่ายดักคอจนพูดอะไรไม่ออก ทำได้แต่ลุกขึ้นยืนด้วยความโกรธจัด เตรียมตัวจากไป

นางสวีซื่อที่ยืนอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นพลันตื่นตระหนก รีบเดินมาดึงแขนเสื้อของมารดา เอาแต่สะอึกสะอื้น ไม่พูดไม่จา จนสวีเหล่าไท่ไท่เห็นแล้วทั้งโมโหทั้งไม่ได้ดั่งใจ สะบัดตัวเดินหนีลูกสาว “เจ้าก็ใช้ชีวิตของเจ้าไปแล้วกัน ไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องไปรบกวนแม่ ทำถึงขนาดนี้แล้วคนเขายังไม่เห็นความดี ออกเงินออกแรงก็เท่านั้น ยุ่งกันไปเปล่าๆ แล้วยังจะถูกคนอื่นเขาดูแคลน จะหาเรื่องยุ่งยากมาให้ตัวเองอีกทำไม”

ชุนถูหมีไม่พูดไม่จา แต่ทำท่าว่าเห็นด้วยกับคำพูดของสวีเหล่าไท่ไท่จนนางรู้สึกเหมือนมีตะปูโผล่ขึ้นมาอยู่ใต้เท้า รีบร้อนเดินออกไปจากบ้านสกุลชุนเพื่อกลับไปนั่งสั่งการวางโตที่บ้านสกุลสวีของตัวเองต่อ ถึงขนาดไม่สนใจเจ้าพนักงานที่เชิญมาด้วยซ้ำ

นางสวีซื่อเห็นมารดาจากไปแล้วก็แค้นใจที่ชุนถูหมีหาเรื่องมารดาตนเอง จู่ๆ ก็รู้สึกว่ามารดาพูดได้ถูกต้อง ที่บอกว่าจะต้องจัดการให้นังเด็กนี่ออกเรือนไปให้เร็วที่สุด ไม่อย่างนั้นนางคงอยู่ที่นี่อย่างไม่มีความสุขแน่ แต่เวลาที่นางสวีซื่อโมโหจะไม่พูด ไม่อาละวาด ทำท่าไม่สนใจใคร ดังนั้นจึงหาข้ออ้างว่าปวดหัว เดินหน้าตึงเข้าไปพักผ่อนในห้องด้านใน เรื่องของชุนต้าซันเป็นอย่างไรก็ไม่สนใจจะไต่ถามอีก

ชุนถูหมีดีใจที่นางสวีซื่อไม่มาสร้างความรำคาญใจให้อีก แม้นิสัยของนางสวีซื่อเป็นคนใจคอคับแคบและเก็บกด เป็นนิสัยที่ตนขัดใจอย่างมาก ทว่าทุกครอบครัวก็ย่อมมีปัญหากันทั้งนั้น ก็ใครใช้ให้ท่านพ่อของนางแต่งงานกับผู้หญิงอย่างนี้ เป็นแบบนี้ก็ต้องทนกันไป

กลับมาในห้องได้ไม่นานกั้วเอ๋อก็ยกอาหารร้อนๆ เข้ามา ชุนถูหมีหิวโซ พอเห็นอาหารถูกยกมาตรงหน้าก็กินจนเกลี้ยงแล้วค่อยให้กั้วเอ๋อเข้ามาช่วยเปลี่ยนเสื้อผ้าหวีผม เทน้ำร้อนใส่กาดินเผากลมๆ มาอุ่นมืออุ่นเท้า พอกั้วเอ๋อเห็นแผลที่หลังของนางเท่านั้นก็ร้องไห้โฮออกมา

“จะร้องทำไม ไม่ได้เจ็บอะไรสักหน่อย ขอแค่ไม่ไปโดนก็พอ” ชุนถูหมีปลอบกั้วเอ๋อ

สำหรับนางแล้วนี่เป็นเรื่องเล็กน้อยเท่านั้น คิดถึงตอนที่เป็นผู้ช่วยทนายใหม่ๆ เงินเดือนก็น้อย ห้องที่เช่าเอาไว้ก็อยู่ไกล ตอนเช้าที่ต้องออกไปทำงานเหมือนกับไปออกรบอย่างไรอย่างนั้น ต้องขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟฟ้าที่เบียดเสียดยัดเยียดกับผู้คนมากมาย

นางเคยถูกคนเบียดจนตกออกนอกตัวรถแล้วล้มไปบนพื้นคอนกรีต หัวเข่าแตกกับฝ่ามือถลอกเลือดไหล แต่นางก็หาแอลกอฮอล์ล้างแผลเอง ใส่ยาเอง จากนั้นก็ยังต้องวิ่งขึ้นๆ ลงๆ เพื่อทำงานไม่หยุด เรื่องอดข้าวหลายๆ มื้อก็กลายเป็นเรื่องปกติ

ดังนั้น หลังจากนางย้อนเวลามาเกิดใหม่ในสมัยโบราณก็รู้สึกว่ามีความเป็นอยู่สุขสบายอย่างมาก แม้จะบอกว่าสมัยโบราณไม่มีอิสระในการใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ การแต่งงานก็ต้องเป็นไปตามขนบธรรมเนียมประเพณีเก่าๆ แต่ถ้าได้เกิดอยู่ในครอบครัวที่ดี มีฐานะร่ำรวยขึ้นหน่อย มีคนให้ความรักความเอาใจใส่ก็เป็นเรื่องดีมากแล้ว ไม่เหมือนหญิงสาวสมัยปัจจุบันที่จะต้องพยายามปากกัดตีนถีบ เอาตัวรอดทุกวิถีทาง

“เพราะข้าไม่ดีเอง” กั้วเอ๋อตำหนิตัวเอง “ข้าเห็นรอยช้ำเป็นทางยาว บวมขึ้นมาตั้งครึ่งนิ้วด้วยเจ้าค่ะ”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต เจ้าจะร้องไห้ไปทำไม อย่างนี้ดูแล้วหดหู่จะตาย”

กั้วเอ๋อได้ยินแล้วก็รีบเช็ดน้ำตา “นายท่านเป็นทหาร เวลากลับจากการซ้อมมักจะมีบาดแผลติดตัวกลับมาด้วยเสมอ ก่อนหน้านี้นายท่านมียาทาแก้อาการฟกช้ำและลดบวม ใช้ดีไม่น้อย ตอนนี้เก็บอยู่ที่ฮูหยินทางฟากโน้น ข้าจะไปขอมาให้คุณหนูทาสักหน่อย”

“ตอนนี้นางไม่อยากเห็นหน้าข้าอยู่ อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวเลย”

“ฮึ่ม นางกล้าไม่ให้หรือ” กั้วเอ๋อย่นจมูก “พรุ่งนี้ตอนบ่ายนายท่านก็กลับมาแล้ว ถ้าเกิดรู้ว่าคุณหนูได้รับบาดเจ็บคงเสียใจแย่ แล้วเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ฮูหยินจะไม่รู้ได้อย่างไร พรุ่งนี้พอนายท่านกลับมานางก็รอชี้แจ้งให้นายท่านฟังให้ดีก็แล้วกัน”

ขณะที่กั้วเอ๋อกำลังพูดอยู่ก็ได้ยินเสียงไอดังขึ้นจากด้านนอก จากนั้นเสี่ยวฉินเดินถือโถดินเผาสีน้ำตาลใบหนึ่งมาวางไว้บนโต๊ะ “คุณหนู ฮูหยินของข้าน้อยให้นำมาให้เจ้าค่ะ” จากนั้นนางไม่พูดอะไร ย่อตัวคำนับแล้วก็ล่าถอยออกไปอย่างหวาดๆ

กั้วเอ๋อหยิบโถใบนั้นขึ้นมาดม ก่อนมีรอยยิ้มตามมา “ยาทาที่ข้าพูดถึงนั่นแหละเจ้าค่ะ” นางกดเสียงต่ำๆ “ฮูหยินยังพอรู้ตัว สั่งให้คนเอามาให้เอง”

ชุนถูหมีเกิดความคิดขึ้นมาทันที

อาการบาดเจ็บแค่นี้ไม่หนักหนา ทว่านางจะให้คนอื่นตีเปล่าๆ ไม่ได้

สวีเหล่าไท่ไท่มาหาเรื่องถึงบ้านสกุลชุน นางควรใช้โอกาสนี้ทำให้หญิงน่ารังเกียจคนนั้นสงบเสงี่ยมเจียมตัวลงบ้าง อย่างน้อยก็มาที่บ้านสกุลชุนให้น้อยๆ ลงหน่อย แบบนี้จะดีสักแค่ไหนนะ

เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางจึงห้ามกั้วเอ๋อที่กำลังจะทายาเอาไว้ “พรุ่งนี้ค่อยทา”

“เดี๋ยวแผลก็บวมขึ้นมาพอดีนะเจ้าคะ” กั้วเอ๋อร้อนใจ

ชุนถูหมีส่งยิ้มเจ้าเล่ห์ “ก็ดีสิ ข้าก็จะให้มันบวมนั่นแหละ”

กั้วเอ๋อเลิกคิ้วโก่งๆ ขึ้นอย่างไม่เห็นด้วย “แต่ทำแบบนี้นายท่านก็ไม่เห็นแผลของคุณหนูอยู่ดี ท่านทำท่าทำทาง ส่งเสียงร้องก็พอแล้ว ไม่เห็นจะต้องลงทุนให้ตัวเองเจ็บตัวจริงๆ เลย”

ชุนถูหมีตาสว่าง

นางฉลาดในเรื่องใหญ่ๆ แต่เรื่องเล็กๆ ก็ยังโง่อยู่ เพราะความที่ไม่ใส่ใจจึงลืมไปว่าที่นี่เป็นโลกในยุคโบราณ เป็นแผ่นดินต้าถังที่อยู่ต่างมิติ แผลบนหลังเป็นส่วนที่อยู่ใต้ร่มผ้า ไม่อาจให้ชุนต้าซันดูได้แม้ว่าเขาจะเป็นพ่อแท้ๆ ก็ตาม

พูดถึงเรื่องนี้ ชุนถูหมีเกิดความประหลาดใจขึ้นมา

ตอนนี้นางมีประจำเดือนแล้ว พ่อลูกสกุลชุนต่างก็เป็นผู้ชายทั้งคู่ แล้วใครที่เป็นคนสอนเกี่ยวกับความรู้ด้านสุขอนามัยของสตรี จะเป็นนางสวีซื่อหรือ?

นางสวีซื่อแต่งงานมาได้เกือบปี หากนับเวลาดูก็อาจจะพอไหว

แต่ชุนถูหมีรู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ ความรู้สึกที่นางมีต่อนางสวีซื่อแม้แต่พี่สาวก็ยังไม่สูงส่งเท่า อย่าว่าแต่ความเป็นแม่เลย ความรู้สึกที่มีต่อฝั่งนั้นยังห่างเหินเสียยิ่งกว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางที่นางไม่เคยเจอหน้าเสียด้วยซ้ำ

---------------------------------

[1] 15.00-16.59 นาฬิกา

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย 프래
ชอบมาก ขอบคุณที่ลงให้อ่านค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว