ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-39 ไม่รู้จักเห็นใจคนอื่นเสียบ้าง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

39 ไม่รู้จักเห็นใจคนอื่นเสียบ้าง

ขณะที่ชุนถูหมียังไม่แน่ใจกับเรื่องนี้

หันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งก็เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจ พวกเขาหันมาสบตากัน หันอู๋เวยมีวรยุทธล้ำเลิศ จึงมีทักษะการฟังที่ดีกว่าคนอื่นๆ แม้ชุนถูหมีและกั้วเอ๋อจะกระซิบกันเบามากๆ แต่หูเขาก็ยังได้ยินอย่างชัดเจน

แม้คังเจิ้งหยวนจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ แต่เพราะร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เล็ก จึงฝึกวิชากำลังภายในมาบ้าง เขาจึงได้ยินเสียงพูดคุยของเด็กสาวทั้งสองเช่นกัน

“เจ้าอยากให้นางขึ้นศาลหรือไม่” หันอู๋เวยกดเสียงให้ต่ำอย่างที่สุด

ด้วยระดับเสียงขนาดนี้คนที่นั่งอยู่โต๊ะถัดไปยังไม่ได้ยิน ยิ่งไม่ต้องคิดว่าพวกชุนถูหมีที่นั่งห่างออกไปถึงสี่ห้าโต๊ะจะได้ยิน พวกนางไม่มีกำลังภายใน แล้วจะได้ยินอย่างไร

“ถ้านางไม่ขึ้นศาล การที่ข้าอยู่ต่อไปจะไปมีความหมายอะไร แต่ละวันคงน่าเบื่อแย่” คังเจิ้งหยวนนั่งตัวตรงอย่างสง่าผ่าเผย ปากก็พูดเล่นไปเรื่อย “ในแผ่นดินต้าถังนี้ ข้ายังไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนที่รู้เรื่องกฎหมายแล้วสามารถใช้นำมาโต้แย้งได้อย่างคล่องปากเช่นนาง นางยกหลักกฎหมายขึ้นมาโต้จนคนอื่นรัวลิ้นไม่ทัน หรือว่าพี่ไม่อย่างเห็น”

“อยากเห็นสิ” หันอู๋เวยปรายตาไปด้านหลัง มองชุนถูหมีด้วยสายตาที่เป็นประกายเจิดจ้า “แต่ชุนต้าซันคงไม่มีทางยอมให้บุตรสาวมาทำเรื่องที่ผีสางเทวดาก็ยังนึกรังเกียจ เจ้าเองก็รู้ว่าการฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลเป็นเรื่องเสื่อมเสียในหมู่ชาวบ้าน อีกอย่าง... นางเป็นสาวเป็นนาง ยังไม่ได้ออกเรือนเสียด้วยซ้ำ อ้อ จริงสิ นางมีคู่หมายแล้วหรือยัง เรื่องนี้ข้าต้องลองถามชุนต้าซันดูว่ามีหรือไม่มี”

“อย่างได้คิดจะยุ่งเรื่องนางเชียว” คังเจิ้งหยวนนิ่วหน้า “นังหนูนั่นไม่ใช่คนที่จะแหย่ได้ง่ายๆ ถึงนางจะไม่มีอิทธิพล แต่ดูก็รู้ว่าไม่ใช่คนที่จะหยอกเล่นได้”

คังเจิ้งหยวนพูดคำว่า ‘หยอกเล่น’ โดยไม่มีความหมายอื่นใดแอบแฝง ไม่แม้แต่เรื่องชู้สาว เพราะเขารู้ดีว่าฐานะของพวกเขากับนางแตกต่างกันมาก ตั้งแต่เล็กจนโตเขาและญาติผู้พี่ต่างก็รู้ดีว่าการแต่งงานมีครอบครัวเป็นการกระทำเพื่อเสริมสร้างฐานอำนาจเท่านั้น ไม่ใช่เพื่อความรัก ดังนั้นคนที่จะแต่งงานด้วย ต้องมีคุณสมบัติที่เหมาะสม เอื้อประโยชน์ให้แก่วงศ์ตระกูลหรือไม่ก็ประเทศชาติได้ ไม่มีทางเป็นไปตามความพอใจส่วนตัว ดีไม่ดีสุดท้ายแล้วฮ่องเต้อาจเป็นผู้พระราชทานสมรสให้ก็เป็นได้

แม้ญาติผู้พี่ของเขา มองผิวเผินจะเป็นคนเรื่อยเฉื่อย แต่ในความเป็นจริง ท่านแม่ทัพเป็นคนมีความมุ่งมั่นและเข้าใจเรื่องต่างๆ เป็นอย่างดี ไม่มีทางทำเรื่องที่ไร้ประโยชน์เช่น... แหย่สาวน้อยคนหนึ่งเล่นเป็นอันขาด

“ข้าไม่ได้จะแหย่อะไรสักหน่อย” สองตาหันอู๋เวยยังคงมองชุนถูหมี แต่ปากก็พูดกับคังเจิ้งหยวน “สาวน้อยที่แปลกประหลาดอย่างนี้ จะปล่อยให้ชุนต้าซันเลือกคู่ครองให้นางสุ่มๆไปได้อย่างไร แม้ข้าจะยังหนุ่มแต่ก็เป็นหัวหน้าของบิดานาง เป็นคนรู้จักของบิดาก็เท่ากับเป็นคนรุ่นเดียวกับบิดาของนาง ถ้าอย่างนั้น นางคงจะต้องเรียกข้าว่าท่านอาหัน... คนเป็นอาใส่ใจกับเรื่องคู่ครองของหลานสาวก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”

คังเจิ้งหยวนฟังแล้วก็แทบกระอักเลือด ญาติผู้พี่ของเขาก็ช่างคิด... ท่านอาหันอย่างนั้นรึ?

อีกด้านหนึ่ง ชุนถูหมีพบว่าหันอู๋เวยใช้สายตาร้อนแรงมองมาทางนี้อยู่หลายครั้ง นางรู้สึกทั้งอายทั้งโมโห ก็ยังดีที่ไม่เขินอายถึงขนาดเอาหน้ามุดดิน เพราะอย่างน้อยนางก็ได้ฝึกจิตใจมาจากการขึ้นศาลว่าความในชาติที่แล้วมานับครั้งไม่ถ้วน นางไม่กลัวแม้จะยืนอยู่ต่อหน้าผู้คนนับร้อย ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าผู้พิพากษาหรือนักโทษ ถึงจะมีการถ่ายทอดสด นางก็ยังคงรักษาความสงบเยือกเย็น พูดคุยได้อย่างเป็นธรรมชาติได้

“ถ้ามีเวลาข้าจะต้องควักลูกตาแม่ทัพบ้านั่นออกมาให้ได้ กรุ้มกริ่มดีนัก ผู้ชายอะไรใช้ไม่ได้เลย” นางส่งยิ้มน้อยๆ อย่างมีมารยาทให้หันอู๋เวย แต่จริงๆ แล้วกำลังกัดฟันเปล่งวาจาอาฆาตแค้นอีกฝ่าย “เขาดำรงตำแหน่งสูงทั้งๆ ที่อายุยังน้อยได้ ดูก็รู้ว่าที่บ้านเส้นใหญ่ ไม่ได้ขึ้นสู่ที่สูงเพราะความสามารถของตัวเองหรอก มิน่าถึงวางท่าเจ้าชู้เรี่ยราด”

นางไม่รู้ว่าหันอู๋เวยได้ยินคำพูดของตน เขาถึงกับอ้าปากค้าง คิดในใจว่านังหนูนี่น่ากลัวมากขึ้นทุกวัน ถ้าไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์เคร่งเครียดที่มีคนตายรอชันสูตรศพ เขาคงหัวเราะงอหายไปแล้ว นางถึงขนาดดูแคลนว่าเขาไร้ความสามารถ

นางกล้านัก!

บุรุษที่มาจากตระกูลสูงอย่างเขาเคยชินกับเบื้องหน้ายกยอปอปั้น ลับหลังด่าอย่างสาดเสียเทเสีย แต่เด็กสาวคนนี้กลับไม่ได้ด่าลับหลัง นางเล่นพูดออกมาตรงๆ ทั้งๆที่กำลังยิ้มหวานให้เขาอย่างสุภาพ

ตรงนี้แหละที่ว่าน่ากลัว

ส่วนกั้วเอ๋อที่นั่งอยู่ข้างๆ พอเห็นท่านแม่ทัพหนุ่มหันมามองคุณหนูอย่างจ้วงจาบ ไร้มารยาทเช่นนี้ ก็โมโหจนลุกขึ้นยืนบังตัวชุนถูหมีเอาไว้ ให้อีกฝ่ายเห็นแต่แผ่นหลังของนาง

“พี่...” คังเจิ้งหยวนสะกิดเตือน

เดิมทีหันอู๋เวยต้องการแกล้งเด็กให้ตกใจเล่นเท่านั้น ไม่ใช่ตั้งใจจะแสดงกิริยาที่ไร้มารยาทออกมาจริงๆ เขายิ้มให้ก่อนจะเบือนหน้ากลับไปมองด้านนอก

มีความเงียบเข้ามาปกคลุมทันที

พวกเขานั่งรอกันอย่างอดทน เวลาผ่านไปประมาณสองเค่อ นายอำเภอจางหงถู พาโอวหยางจู๋เตี่ยนและมือปราบกะที่สามเข้ามาพร้อมกับหวู่โจ้อย่างรีบร้อน

“ข้าน้อยคารวะแม่ทัพหัน ใต้เท้าคัง” จางหงถูเข้ามาแสดงความเคารพทั้งสองอย่างรีบร้อน เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก

อำเภอฟ่านหยางมีความเป็นอยู่เรียบง่าย อีกทั้งยังมีชนชั้นสูงควบคุมดูแลพื้นที่ ดังนั้นถึงเขาจะไม่มีผลงานชิ้นใหญ่ แต่ก็ไม่มีความผิดร้ายแรงแต่อย่างใด

บัดนี้ มีคดีคนตายเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาขุนนางระดับสูงทั้งสอง แม้เรื่องนี้มิอาจโทษเขา แต่ก็ส่งผลต่อชื่อเสียงการเป็นขุนนาง อีกทั้งอาจทำให้ใต้เท้าคังไม่ประทับใจในตัวเขา

ขุนนางฝ่ายงานราชทัณฑ์คนนี้แม้อายุยังน้อย แต่ก็เป็นผู้ตรวจการที่สามารถกราบทูลต่อหน้าฮ่องเต้ได้โดยตรง ถ้าเกิดเขาจัดการคดีนี้ไม่ดีพอ ความหวังที่จะเกษียณราชการอย่างราบรื่นปลอดภัยก็อาจมีปัญหาแล้ว

“ลุกขึ้นเถอะ ให้คนนำศพคนตายไปไว้ที่ว่าการ แล้วทำการชันสูตรอย่างละเอียด” คังเจิ้งหยวนกล่วด้วยน้ำเสียงจริงจัง “แล้วให้คนเก็บเศษอาเจียนและน้ำแกงปลาที่เหลือนำกลับไปด้วย ส่วนร้านหลินสุ่ยคงต้องปิดชั่วคราว โดยเฉพาะห้องครัว จะต้องให้คนมาคอยเฝ้าเอาไว้ให้ดี ห้ามคนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าใกล้แม้แต่ก้าวเดียว”

จางหงถูพยักหน้ารับ

“ให้พาตัวคนร้านหลินสุ่ยกลับไปด้วยทั้งหมด ข้าจะไต่สวนด้วยตัวเอง” คังเจิ้งหยวนพูดจบก็ลุกขึ้นเดินออกไป

ชุนถูหมีใจหายวูบ พยายามสะกดความคิดที่จะเดินตามไปอย่างเต็มกำลัง

ตอนนี้นางไม่มีคุณสมบัติที่จะเข้าไปดูการไต่สวนได้

ชุนต้าซันขอยืมตัวพลทหารคนหนึ่งเพื่อส่งชุนถูหมีและกั้วเอ๋อกลับบ้าน

ส่วนตัวเขาตามไปที่ว่าการอำเภอด้วย เขาไม่อาจปล่อยให้เถ้าแก่เนี้ยฟางไปที่ว่าการอำเภอเพียงลำพังโดยไม่สนใจได้

ครั้นชุนถูหมีกลับถึงบ้าน นางสวีซื่อที่ได้ยินข่าวว่าร้านหลินสุ่ยเกิดเรื่องก็มีความยินดีในความโชคร้ายของอีกฝ่ายเป็นอันดับแรก แต่เมื่อคิดว่าสามีตัวเองถึงกับตามไปดูเหตุการณ์ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยในตัวหญิงอื่นก็เกิดความไม่พอใจขึ้นมา ทำสีหน้าบึ้งตึงสะบัดหน้าเดินเข้าห้องฝั่งตะวันออกไป

ชุนถูหมีคร้านจะสนใจนางสวีซื่อ และนางก็ไม่มีแก่ใจจะพูดปลอบใจนางสวีซื่อ จึงเดินตรงเข้าห้องตัวเอง แต่เดิมนางสวีซื่อก็ไม่ใช่คนที่น่าพูดคุยด้วยอยู่แล้ว มักแสดงท่าทางเหมือนคนขี้กลัว ไม่เคยมองคนอื่นเต็มตาสักที ตอนนี้ยังมาทำหน้าตาบึ้งตึง ความสวยที่มีอยู่แค่เจ็ดส่วนก็ลดลงเหลือไม่ถึงสามส่วน

กลางวันยังไม่ได้กินข้าว ตอนเย็นก็ไม่มีแก่ใจจะกิน

ชุนถูหมีรอบิดาจนกระทั่งท้องฟ้ามืดสนิท เวลาประมาณหนึ่งทุ่มของยุคปัจจุบันชุนต้าซันก็ก้าวเข้ามาในบ้าน ถ้าคำนวณตามเวลาที่กลับถึงบ้าน แสดงว่าท่านพ่อของนางจะต้องอยู่ที่ว่าการอำเภอจนกระทั่งปิดทำการ แล้วยังคงจะเตร็ดเตร่อยู่ที่ห้องขังอีกครู่หนึ่งจึงจะกลับ

ทว่าถึงชุนต้าซันจะกลับมาแล้ว ลูกสาวอย่างนางก็ไม่อาจเข้าไปดึงตัวเขามาถามไถ่อะไรได้ ต้องรอให้เขากลับไปที่ห้องตะวันออก พบกับนางสวีซื่อผู้เป็นภรรยาเสียก่อน

“ไปตั้งโต๊ะ” ชุนถูหมีต้องอดทนกับอากาศหนาวเหน็บของต้นฤดูหนาว ด้วยการเปิดหน้าต่างเพื่อแอบฟังเสียงทะเลาะที่ดังแว่วอยู่พักหนึ่ง แล้วจึงหันไปออกคำสั่งกับกั้วเอ๋อ “คิดว่าคงจะทะเลาะกันเสร็จแล้วล่ะ”

“ไม่รู้จักเห็นใจคนอื่นบ้างเสียเลย” กั้วเอ๋อพึมพำอย่างไม่พอใจ “สามีตัวเองออกไปข้างนอกมาตลอดทั้งวัน เหนื่อยแค่ไหนก็รู้อยู่ ยังไม่เตรียมข้าวปลาอาหารร้อนๆ เอาไว้ต้อนรับ บิดผ้าเช็ดหน้าอุ่นๆ ให้นายท่านเช็ดหน้าเช็ดตาก็ยังดี”

“ที่ฮูหยินหาเรื่องทะเลาะกับท่านพ่อก็เพราะท่านพ่อไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องของเถ้าแก่เนี้ยฟาง ตอนนี้นางกำลังหึงหวงอย่างหนัก” ชุนถูหมีเคาะศีรษะกั้วเอ๋อทีหนึ่ง “นางโง่ถึงได้ทำอย่างนี้ ถ้าเป็นข้านะ ข้าจะต้องเตรียมข้าวปลาอาหาร เตรียมน้ำชาดีๆ เอาไว้ให้ ไม่มีทางชักสีหน้าให้ผู้ชายหรอก เราต้องทำให้เขารู้ว่าเราเป็นพวกที่รู้จักอะไรควรไม่ควร แล้วก็ใจกว้าง แบบนี้ผู้ชายถึงจะให้ความเกรงใจ”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย กาในฝูงหงส์​
หึงหวง​หึงหวง​
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว