ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-42 ต่อหน้าใต้เท้าทั้งสอง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

42 ต่อหน้าใต้เท้าทั้งสอง

“ลูกพ่อ พ่อจะทำให้เจ้าเสื่อมเสียชื่อเสียงไม่ได้”

ชุนต้าซันหงุดหงิดใจยิ่งนัก “หากเรื่องที่เจ้าเป็นตัวแทนว่าความถูกลือออกไป ต่อไปเจ้าจะหาครอบครัวดีๆ แต่งงานด้วยลำบาก ต้าถังของเรามีระเบียบอยู่ว่าหญิงสาวที่อายุครบยี่สิบปีแล้วไม่ยังแต่งงาน ทางการจะจับคู่ให้ ถึงตอนนั้นเจ้าไม่อาจเลือกได้ว่าจะแต่งกับใคร พ่อไม่มีทางให้เจ้าถูกจับคู่กับใครก็ไม่รู้หรอกนะ”

“ยังมีเวลาอีกตั้งหกปี ท่านพ่อไม่ต้องห่วง คนเราขี้ลืมจะตาย แม้ข้าจะเสียชื่อเสียงไปชั่วขณะแต่ถ้าข้าทำไม่รู้ไม่ชี้ อีกไม่กี่ปีคนอื่นๆ ก็ลืมเรื่องนี้กันไปหมดแล้ว แต่ถ้าข้าไม่ได้แต่งงานท่านพ่อก็เลี้ยงข้าต่อ เพียงแต่จ่ายค่าส่วยในแต่ละปีมากหน่อย แบบนี้เราก็ไม่ต้องให้ทางการมาจับคู่ให้ ความเป็นตายของเถ้าแก่เนี้ยฟางกับชื่อเสียงของข้า อย่างไหนหนักอย่างไหนเบา ท่านพ่อลองพิจารณาดู”

ชุนถูหมีพยายามโน้มน้าวใจชุนต้าซัน ในความเป็นจริงนางก็คิดเช่นนี้ ได้มาเกิดใหม่ทั้งทีก็ควรทำตัวให้กลมกลืนกับคนที่นี่ แต่นางไม่ได้มีเป้าหมายของชีวิตอยู่ที่การแต่งงานมีครอบครัว ถ้าเกิดเป็นไปได้ นางก็อยากดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเป็นหมอความอีกครั้งหนึ่ง

ไม่ต้องแต่งงาน อยู่กับท่านพ่อและท่านปู่ ชดเชยสิ่งที่เสียไปในชาติที่แล้ว อีกเหตุผลคือ... แม้ตัวนางจะไม่ใช่หญิงสาวผู้ประเสริฐ แต่สำหรับบุญคุณความแค้นที่มีอยู่นางรู้ว่าควรทำอย่างไร เถ้าแก่เนี้ยฟางมีบุญคุณกับสกุลชุน แล้วนางจะนิ่งดูดายปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเผชิญความยากลำบากงั้นหรือ

ชุนต้าซันลุกขึ้นเดินไปมาในห้องเหมือนชะมดติดจั่น เขาไม่อาจตัดสินใจได้ว่าควรทำอย่างไร เพราะในความรู้สึกของเขา ลูกสาวสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด แต่ถ้าเกิดเป็นอย่างที่ลูกสาวพูดให้ฟัง เขาก็คงไม่อาจปล่อยให้เถ้าแก่เนี้ยฟางต้องถูกตัดสินลงโทษประหารชีวิตแน่

ชุนถูหมีเห็นบิดาที่เดินไปเดินมาด้วยความกลัดกลุ้มใจแล้วก็สงสารยิ่งนัก เขาเพิ่งกินข้าวอิ่มๆ ถ้าวิตกกังวลเกินไป อาหารจะไม่ย่อย จึงหาวิธีพบกันครึ่งทาง

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ตอนที่ไปรายงานกับทางการก็บอกว่าข้าจะเป็นผู้ว่าความแทนเถ้าแก่เนี้ยฟาง แบบนี้ข้าจะได้เข้าไปดูบันทึกการสอบสวนได้ ส่วนพวกเราก็ไม่ต้องพูดเรื่องนี้ออกไป คนข้างนอกจะได้ไม่รู้เรื่อง ไม่ส่งผลกระทบกับข้าแต่อย่างใด ถ้าเกิดดูบันทึกเกี่ยวกับการให้ปากคำ หลักฐานและพยานต่างๆ แล้วคิดว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางไม่มีปัญหาอะไร ข้าจะบอกความคิดของข้าให้กับนาง แล้วให้นางเป็นคนโต้แย้งในระหว่างการไต่สวนเอง แต่ถ้าเกิดเหตุการณ์ไม่ดี... ก็คงต้องช่วยคนก่อน เรื่องชื่อเสียงของข้าไว้ทีหลัง”

ข้อเสนอของชุนถูหมีเป็นทางออกที่พบกันครึ่งทาง ทำให้ชุนต้าซันถอนใจอย่างโล่งอก พยักหน้ารับคำ อำเภอฟ่านหยางจะรับคำร้องทุกข์ในวันคี่ ส่วนวันคู่เป็นการฟังคำตัดสิน ดังนั้นพวกเขายังมีเวลาที่จะไปหารายละเอียดเกี่ยวกับคดีนี้อีกหนึ่งวัน

วันที่ยี่สิบหกเดือนเก้า จะเปิดศาลไต่สวนคดีนัดแรกในช่วงบ่าย

“พวกพี่เสี่ยวจิ่วถูกปล่อยตัวออกมาแล้วหรือยังเจ้าคะ” ชุนถูหมีรู้สึกถึงการขาดแคลนคนที่จะใช้งานได้อีกครั้ง

“หลังจากบันทึกปากคำแล้ว คนอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องก็ถูกปล่อยตัว คนไหนที่พูดไม่ชัดเจน หรือเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ค่อนข้างมากก็ถูกคุมขังไว้ก่อน” ชุนต้าซันหยุดคิดเล็กน้อย “เสี่ยวจิ่วกับคนงานคนอื่นๆ ไม่เป็นอะไร แต่ร้านหลินสุ่ยถูกปิด พวกเขาจึงแยกย้ายกลับบ้าน ทำไมหรือ เจ้าอยากเจอเขาหรือ”

“ข้าต้องการคนวิ่งเรื่อง แล้วต้องเป็นคนที่เชื่อใจได้ คล่องแคล่งว่องไว พี่เสี่ยวจิ่วเหมาะสมที่สุด”

“งั้นไม่เป็นไร บ้านเขาอยู่ในตัวอำเภอ พรุ่งนี้เช้าพ่อจะไปเรียกเขามา อีกอย่าง... เจ้าอย่าเห็นว่าลุงโจวอายุมากแล้ว เขาผ่านโลกมามาก พ่อว่าก็ใช้การได้อยู่เหมือนกัน”

สองพ่อลูกนั่งคุยกันเกี่ยวกับคดีนี้อีกครู่หนึ่งชุนถูหมีจึงกลับเข้าห้อง ทว่านางไม่ได้เข้านอนทันทีแต่กลับจุดเทียนไข อ่านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อีกรอบ ตอนที่ทอดตัวนอนลงบนเตียง ยังคิดถึงรายละเอียดของเหตุการณ์ที่นางรู้มาอีกครั้ง จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไรจึงค่อยผล็อยหลับไป

นางนอนไปหนึ่งชั่วยามเศษๆ เช้าก็รีบลุกขึ้นมาแต่งตัวไปที่ว่าการอำเภอ

ที่ว่าการอำเภอเปิดทำการช่วงเช้า ชุนต้าซันและลูกสาวมาถึงในเวลาเดียวกับเสียงกระแทกไม้พลองเปิดที่ทำการพอดี เมื่อมีขุนนางฝ่ายบู๊ตำแหน่งเล็กๆ อย่างชุนต้าซันอยู่ด้วย จ่ายเงินไปอีกเล็กน้อย ชุนถูหมีจึงสามารถนำเอกสารเกี่ยวกับคดีไปนั่งอ่านในห้องเงียบๆ ได้ ตรงไหนที่สำคัญยังสามารถจดออกมา เรียกได้ว่าอยู่ในสภาพที่ดีกว่าการมาที่ว่าการอำเภอครั้งแรกอย่างมาก

นางนั่งอ่านเอกสารอย่างละเอียดตลอดช่วงสาย ระหว่างนั้นชุนต้าซันก็ไปตามตัวพี่เสี่ยวจิ่วมาได้ ทุกคนกำลังรออยู่หน้าประตูที่ว่าการ พอชุนถูหมีออกมาก็สั่งงานมากมายให้พี่เสี่ยวจิ่ว ลุงโจว กั้วเอ๋อ และเสี่ยวอู๋ที่เป็นคนงานในร้านหลินสุ่ยอีกคนไปทำ เสี่ยวอู๋คนนี้เป็นเพื่อนที่โตมาพร้อมกับพี่เสี่ยวจิ่ว สนิทสนมกันมากจึงไว้ใจได้

นางไม่รู้เลยว่า ภาพที่นางวุ่นวายตลอดทั้งเช้าอยู่ในสายตาของคังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวย

“เจ้าจะลากนางเข้ามาเกี่ยวข้องจริงหรือ” หันอู๋เวยถาม

“ว่ากันตามข้อเท็จจริงแล้ว เถ้าแก่เนี้ยฟางคงไม่มีเจตนาฆ่าคน แต่นางขาดหลักฐานที่จะทำให้ผู้ตัดสินคล้อยตาม” คังเจิ้งหยวนมองร่างที่ห่างไปเรื่อยๆ ของชุนถูหมี “แม่นางชุนพูดได้ดี เรื่องของคดีอาญาจะต้องอาศัยข้อเท็จจริงเป็นหลักฐาน ใช้กฎหมายเป็นบรรทัดฐาน คราวนี้ข้าอยากดูว่านางจะแก้ปมนี้ด้วยวิธีไหน จะพูดให้ข้าและคนทั้งหมดคล้อยตามได้อย่างไร”

“ดังนั้นเจ้าเลยจงใจเขียนหลักฐานที่อาจทำให้ตัดสินโทษหนักในเอกสารเอาไว้ เพื่อล่อให้นางมาว่าความงั้นหรือ” หันอู๋เวยดูดกระพุ้งแก้ม “แม้ข้าอยากรู้ว่านางจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร แต่การทำแบบนี้อาจทำให้ชื่อเสียงของนางเสียหาย”

“ชื่อเสียงที่เราพูดถึง ก็เป็นแค่ลมปากที่คนอื่นพูดถึงเราเท่านั้น” คังเจิ้งหยวนพูดยิ้มๆ “ถ้าหากเป็นการทำร้ายนางเข้าจริงๆ เราก็ค่อยหาวิธีการแก้ไขทีหลังก็ยังทัน แน่นอนนางอาจจะไม่ได้รับความเป็นธรรมเป็นการชั่วคราว แต่หลังจากนั้น ชาวบ้านทั่วไปก็อาจยกย่องและกล่าวถึงนาง”

“ไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียงชั่วคราว ก็ทำให้กลุ้มใจได้ไม่น้อยเหมือนกันนะ” หันอู๋เวยถอนใจ แสร้งทำเป็นลูบอกป้อยๆ “ในฐานะท่านอา ข้าทำใจรังแกเด็กไม่ได้จริง”

“ถ้าหากนางมีอุดมการณ์ที่แน่วแน่ มีฝีปากที่เฉียบคม อนาคตของนางไม่ควรหยุดอยู่เพียงเท่านี้”

หันอู๋เวยได้ยินแล้วก็ถามอย่างประหลาดใจ “ตกลงคิดจะทำอะไรกันแน่ คิดจะลากนางเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการงานของเจ้ารึ?”

“พี่ไม่คิดหรือว่านางเข้าใจในตัวบทกฎหมายได้อย่างที่พวกเราไม่เคยได้ยิน ไม่เคยได้เห็นมาก่อน” แววตาของคังเจิ้งหยวนแม้จะดูสบายๆ แต่ก็เคลือบด้วยความรู้สึกมุ่งมั่นจริงจังอย่างน่าประหลาด “แม้จะบอกว่านางเป็นสตรี ไม่มีทางเป็นใหญ่เป็นโต แต่ก็ควรให้โอกาสนางแสดงความสามารถให้เต็มที่ ถ้าเกิดเราเข้าใจในสิ่งที่นางคิดหรือแนวคิดของนาง ไม่แน่ว่าอาจจะมีประโยชน์ต่องานด้านราชทัณฑ์ของต้าถังเราอย่างมาก”

หันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวนเป็นญาติสนิทที่เติบโตมาด้วยกัน จึงเข้าใจกันและกันเป็นอย่างดี เมื่อหันอู๋เวยได้ยินคังเจิ้งหยวนพูดเช่นนี้ สีหน้าหยอกเย้าเรื่อยเฉื่อยก็จางหาย เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวขึ้นว่า “อย่าลืมว่าฝ่าบาทไม่ชอบการขัดแย้ง ทรงกำชับตลอดเวลาพระองค์ชอบการรอมชอม ชอบสันติสุข แต่นี่เจ้ากลับจงใจลากเด็กสาวคนหนึ่งมาโต้แย้งในศาล ไม่เท่ากับขัดพระประสงค์รึ”

คังเจิ้งหยวนส่ายหน้า “แม้จะบอกว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้ารับราชโองการ ให้มาตรวจงานด้านราชทัณฑ์ แต่หลายปีก่อน ข้าก็เคยติดตามฝ่าบาทขณะที่เสด็จมาทรงทำงานนี้ด้วยพระองค์เอง ตอนนั้นข้าเห็นนักโทษที่ถูกใส่ร้าย ไม่ได้รับความเป็นธรรมก็เพราะขุนนางผู้พิจารณาคดีไม่รู้ถึงข้อเท็จจริง อีกทั้งนักโทษก็ไม่รู้ว่าจะบอกเรื่องที่ตนเองคับแค้นใจได้อย่างไร ตอนนั้นข้ายังคิดว่า นอกจากต้องให้ขุนนางฝ่ายราชทัณฑ์ไต่สวนคดีให้ถูกต้อง รักษาตัวบทกฎหมายอย่างเคร่งครัดแล้ว ถ้ามีใครสามารถพูดแทนนักโทษ ไม่ให้พวกเขาถูกคนเลวใส่ร้ายหรือโยนความผิดให้ แผ่นดินนี้คงมีความยุติธรรมมากขึ้นกว่าเดิม”

“เจ้าอยากจะให้ต้าถังของเรามีคนอย่างแม่นางชุน... มากขึ้นกว่าเดิมรึ?” หันอู๋เวยถามอย่างนึกประหลาดใจ

“ข้าไม่รู้ว่าตัวเองอยากจะได้อะไร” คังเจิ้งหยวนยิ้มตอบ “แต่สิ่งที่แม่นางชุนทำในศาลวันนั้น สร้างความประทับใจให้ข้าอย่างบอกไม่ถูก ข้าประทับใจจนถึงขั้นไม่แน่ใจว่าวันนั้นตนเองหูฝาดไปหรือเปล่า จึงอยากจะขอดูอีกสักครั้ง ไม่แน่ว่าการแสดงออกครั้งที่แล้วของนางอาจเป็นแค่ความบังเอิญ เป็นเพียงพลังที่เกิดขึ้นจากเป็นห่วงบิดาเท่านั้น”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว