ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-48 เมียป่วย (แถมให้ส่งท้ายตรุษจีนจ้ะ)

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

48 เมียป่วย (แถมให้ส่งท้ายตรุษจีนจ้ะ)

สีหน้าซุนซิ่วไฉแปรเปลี่ยนไปหลากหลาย ก่อนจะหยุดอยู่ที่สีหน้าของคนดีที่กำลังถูกใส่ร้าย เขาตะโกนแย้งว่า “พูดจาใส่ร้ายป้ายสี”

ชุนถูหมียักไหล่อย่างไม่รู้สึกรู้สา นางไม่พูดไม่จา แต่ท่าทางไม่ใส่ใจของนางเป็นที่ถูกใจท่านแม่ทัพหน้าดุยิ่งนัก ทำให้หน้าดุๆของเขาถึงกับมีรอยยิ้ม เขาหันไปกระซิบกับคังเจิ้งหยวนว่า “ที่นางพูดไปก็ไม่ใช่จะไม่มีเหตุผล เจ้าไม่ควรอนุญาตตามคำขอของคนแซ่ซุน”

คังเจิ้งหยวนนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะรับคำสั่งของญาติผู้พี่ เขาหันไปพูดกับจางหงถู “ใต้เท้าจาง จากความเห็นของข้า คิดว่าการพิจารณาคดีในวันนี้คงจะมาถึงทางตัน ตอนนี้ก็เลยเวลาทำงานกะเย็นของที่ว่าการไปครึ่งหนึ่งแล้ว ยังมีคดีอื่นที่ต้องไต่สวนอีก ข้าคิดว่าคดีร้านหลินสุ่ยไต่สวนต่อในวันมะรืนจะดีกว่า พรุ่งนี้มีเวลาอีกหนึ่งวัน ขอให้ทั้งสองฝ่ายไปหาหลักฐานมายืนยัน ดีกว่าจะมาติดอยู่ที่ปัญหานี้”

แม้เขาจะเป็นขุนนางยศสูง อีกทั้งมีบรรดาศักดิ์ที่สูงกว่าจางหงถู ทว่าตอนนี้เขาอยู่ในที่ว่าการอำเภอฟ่านหยาง ตามหลักการแล้ว เขาไม่ควรข้ามหน้าข้ามตาขุนนางท้องถิ่น

เมื่อจางหงถูได้ยินคังเจิ้งหยวนออกความเห็นเช่นนี้ มีหรือจะไม่พยักหน้ารับ รีบประกาศว่าค่อยพิจารณาคดีอีกครั้งในวันมะรืน ให้นำตัวผู้เกี่ยวข้องไปคุมขังไว้ก่อน

ชุนถูหมีฟังแล้วก็คลายความกังวลลง นางนัดเจอชุนต้าซันและคนอื่นๆ ที่ประตูด้านข้างของที่ว่าการอำเภอ เสนอว่าคืนนี้นางจะไม่กลับบ้านแต่จะหาที่พักในตัวอำเภอแทน เพื่อสะดวกที่จะหาหลักฐานในคดีต่อไป

“จากการไต่สวนในวันนี้ ข้าพบว่าจำเป็นต้องเปลี่ยนกลยุทธ์การว่าความเสียใหม่” นางพูดไปนิ่วหน้าไป “ถ้ายังเป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ จะยิ่งมีผลเสียกับเถ้าแก่เนี้ยฟาง”

ชุนต้าซันมักได้ยินชุนถูหมีใช้คำพูดแปลกๆ ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนในระหว่างอยู่ที่ศาล แต่โดยรวมแล้วก็พอจะฟังเข้าใจอยู่ จึงพยักหน้ารับ “พ่อแล้วแต่ลูก แต่ว่าเจ้าจะทำอะไร ถึงขนาดไม่กลับบ้านกลับช่องเชียวหรือ”

“ท่านพ่อ ตอนนี้เรามีเวลาน้อย มีเวลาเหลือเพียงแค่วันเดียว แต่มีเรื่องที่จะต้องตรวจสอบอีกมากมาย ข้ามีความคิดใหม่ๆ ที่ต้องการหลักฐานมาสนับสนุน อีกอย่างคนที่ข้าพอจะเรียกใช้ได้ เชื่อใจได้ก็มีไม่มาก จะเอาเวลามาเสียเพราะการเดินทางไปกลับได้หรือ”

“โรงเตี๊ยมในอำเภอไม่ค่อยสะดวก ไม่สบายเท่ากับบ้านของเราเอง พ่อกลัวว่าลูกจะไม่ชิน” ชุนต้าซันพูดอย่างสงสาร “อาหารการกินก็สู้ที่บ้านไม่ได้ สถานที่ก็ไม่ค่อยปลอดภัย”

“ก็แค่ไม่กี่วัน ข้าอยู่ได้ ไม่ต้องพิถีพิถันมากมายนักหรอกเจ้าค่ะ” ชุนถูหมีดึงแขนเสื้อของชุนต้าซัน “อีกอย่างที่บ้านเราก็มีลุงโจว เขาทิ้งเขาไว้ให้ฮูหยินคอยเรียกใช้ทำโน่นทำนี่ ส่วนข้าก็ยังมีท่านพ่ออยู่ด้วย จะไม่ปลอดภัยได้อย่างไร”

มีแต่ตอนที่ชุนถูหมีอยู่กับชุนต้าซันเพียงลำพัง นางจึงจะแสดงท่าทางออดอ้อนของลูกสาวขึ้นมา แต่เสียดายที่ยุคนี้เป็นยุคโบราณ ขนบประเพณีเคร่งครัด ถึงจะเป็นพ่อกับลูกสาวก็ไม่อาจแตะเนื้อต้องตัวกันมากเกินไปได้ ดังนั้นการคล้องแขนเขย่าไปมาจึงเปลี่ยนเป็นจับแขนเสื้อแล้วดึงๆ แทน

ชุนต้าซันทนการออดอ้อนของลูกสาวไม่ไหว สุดท้ายจึงพยักหน้ารับ เขาได้แต่คิดหาโรงเตี๊ยมที่พอจะสะดวกสบายสำหรับลูกสาวได้พักอาศัย

ตอนนี้เองที่คังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวยเดินออกมา

เครื่องแบบทหารของราชวงศ์ถังเป็นสีดำ วันนี้ชุนต้าซันสวมชุดทหารสีดำที่ไม่เป็นทางการนัก มีมือขาวผ่องของลูกสาวเกาะอยู่ตรงแขนเสื้อ สีดำของเนื้อผ้าตัดกับมือขาวผ่องของชุนถูหมีจนคังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวยได้แต่มองจนตาค้าง

“คารวะท่านแม่ทัพ ใต้เท้าคัง” ชุนต้าซันยืนหันหน้าให้กับประตูข้าง ครั้นเห็นทั้งสองเดินออกมาจึงรีบแสดงความเคารพ

ชุนถูหมีนิ่วหน้าเล็กน้อยจนแทบมองไม่เห็น ได้แต่บ่นกระปอดกระแปดในใจว่าทำไมต้องออกมาทางประตูข้างด้วย เกลียดจริงๆ เชียว

แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้ ต้องทำความเคารพพวกเขาพร้อมกับกั้วเอ๋อและคนอื่นๆ

ท่านแม่ทัพเป็นคนช่างสังเกต เขาก้าวเข้ามาประคองชุนต้าซันพร้อมกับพูดยิ้มๆ “ข้ากับใต้เท้าคังมิได้แต่งชุดขุนนาง อีกทั้งตอนนี้ไม่ได้อยู่ในศาลหรืออยู่ในกรมทหาร ไม่จำเป็นต้องมากพิธี ดูสิ... ลูกสาวเจ้าคงจะสงสารบิดาสุดหัวใจ พอเห็นเจ้าต้องมาก้มหัวคารวะให้พวกเรา นางก็ทำตาเขียวปากยื่นจนจะแขวนไหน้ำส้มได้อยู่แล้ว”

แม้จะฟังเหมือนหันอู๋เวยพูดล้อเล่น แต่ชุนต้าซันกลับรู้สึกตกใจ รีบตอบไปว่า “ลูกสาวของข้าน้อยไร้มารยาทนัก”

ชุนถูหมีไม่หือไม่อือเท่ากับเป็นการยอมรับไปในตัว

บางที อาจเป็นเพราะการเจอหน้าครั้งแรกระหว่างนางกับแม่ทัพผู้นี้ไม่น่าประทับใจ ทำให้ชุนถูหมีไม่อาจทำใจยอมรับและให้ความยำเกรงเขา ก็ใครใช้ให้เขาปีนกำแพงบ้านนางกันเล่า!

“ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าจะพักในตัวอำเภอหรือ” หันอู๋เวยเปลี่ยนหัวข้อสนทนา

“ขอรับ” ชุนต้าซันรับคำ

“ถ้าจะพักโรงเตี๊ยมอาจจะไม่สะดวกเท่าไหร่ เอาอย่างนี้ไหม ข้าจะให้พวกเจ้ายืมบ้านพักสักหลัง” หันอู๋เวยพูดขึ้นอย่างไม่มีพิธีรีตอง “ถึงข้าจะพักอยู่ในกรมทหารเป็นส่วนใหญ่ แต่ก็มีบ้านอยู่ในอำเภอหลังหนึ่ง อาจไม่ใหญ่โตมากนักแต่มีบ่าวให้ใช้สอยอย่างสะดวก เจ้าพาบุตรสาวไปพัก น่าจะสบายกว่าพักโรงเตี๊ยม”

“คือ... ข้าน้อยมิอาจรบกวนท่านแม่ทัพ” ชุนต้าซันตอบอย่างลังเล

ในความเป็นจริง เขายินดีอย่างยิ่งที่จะตอบรับข้อเสนอนี้เพื่อลูกสาว เพราะขอพักอยู่แค่ไม่กี่วันเท่านั้น

ท่านแม่ทัพหันเป็นผู้บังคับบัญชาของเขา ฐานะและตำแหน่งก็ห่างไกลกันมาก จึงดูไม่เหมือนว่าอีกฝ่ายเจตนาจะสร้างบุญคุณ แต่ดูเป็นการแสดงน้ำใจมากกว่า

“ไม่ถือว่ารบกวน” หันอู๋เวยโบกมือปฏิเสธ “พวกเจ้าเข้าไปพักก็แล้วกัน ช่วงนี้ข้ากับใต้เท้าคังยังพักอยู่ที่กรมทหาร ที่บ้านจึงไม่มีคนอยู่”

ทั้งๆ ที่อยากตอบตกลง แต่ชุนต้าซันก็เกรงใจลูกสาว จึงใช้สายตามองเป็นเชิงถามความเห็น

เขาคิดไม่ถึงว่าชุนถูหมีจะก้าวขึ้นาคำนับท่านแม่ทัพเสียเอง “ขอบคุณในความหวังดีของท่านแม่ทัพ แต่ข้าเป็นตัวแทนของผู้ถูกฟ้อง ส่วนท่านกับใต้เท้าคังต่างก็เป็นขุนนางผู้ร่วมฟังการพิจารณาคดี ถ้าเกี่ยวข้องกันมากเกินไป เกรงว่าจะถูกอีกฝ่ายนำไปพูดในทางเสียหายได้ พวกเราไปพักโรงเตี๊ยมน่าจะเหมาะกว่า”

ในยุคปัจจุบัน ทนายความไม่อาจให้ความสนิทชิดเชื้อกับผู้เกี่ยวข้องกับการพิจาณาคดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กฎหมายของทางยุโรปและอเมริกา ประเทศเหล่านั้นเคร่งครัดเรื่องทุจริตคอรัปชั่นเป็นอย่างมาก แม้แต่คณะลูกขุนก็ไม่อาจเข้าใกล้ได้ ไม่อย่างนั้น อีกฝ่ายอาจนำมาเป็นข้อทักท้วงว่าทำผิดระเบียบของการฟ้องร้อง ทำให้ผลการพิจารณาที่ออกมาเป็นโมฆะ แม้ในสมัยโบราณจะไม่เคร่งครัดในเรื่องนี้ แต่นางต้องระวังตัวไว้ก่อน

ชุนถูหมีพูดในฐานะของคนทำงาน แต่เมื่อหันอู๋เวยได้ยินกลับรู้สึกเหมือนอีกฝ่ายหยิ่งยโส ถึงกับกล้าปฏิเสธความหวังดีของเขา เขาเกิดความคิดอยากจะเอาชนะขึ้นมา

“หากเจ้าห่วงเรื่องนี้ก็ไม่จำเป็น ข้าเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ รับผิดชอบเรื่องเกี่ยวกับทหารเท่านั้น สำหรับเรื่องราวอีกร้อยแปดของชาวบ้านเป็นหน้าที่ขุนนางฝ่ายบุ๋น เมื่อครู่ข้ายังปฏิเสธคำชวนของใต้เท้าคัง ไม่ขอเข้าร่วมฟังการพิจารณาคดีในศาลแต่จะยืนฟังอยู่นอกพื้นที่เหมือนชาวบ้านทั่วไปจะได้ไม่เป็นปัญหา ติดที่ใต้เท้าคังไม่ยอม...” หันอู๋เวยกระแอมขึ้นมาอีกที “และเนื่องจากบิดาของเจ้าเป็นคนในปกครองของข้า ข้าเพียงอยากอำนวยความสะดวกให้เขาก็เท่านั้น จึงไม่มีอะไรต้องคิดมาก” พูดแล้วก็หันไปมองคังเจิ้งหยวนเป็นเชิงขอคำรับรอง

คังเจิ้งหยวนพยักหน้ารับพร้อมกับยิ้มน้อยๆ แต่ในใจกำลังต่อว่าญาติผู้พี่อย่างไม่ไว้หน้า เมี่อครู่พี่ไม่ได้บอกข้าสักหน่อยว่าจะไม่ขอร่วมฟังการพิจารณาคดี

เมื่อได้ยินหันอู๋เวยพูดเช่นนี้ ชุนถูหมีจึงไม่อาจปฏิเสธได้ บุรุษตรงหน้ารั้งตำแหน่งขุนนางใหญ่ เรื่องฐานันดรศักดิ์ก็ยิ่งไม่ต้องพูดถึง การให้คนใต้บังคับบัญชายืมบ้านพักแค่ไม่กี่คืนคงไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร นางต่างหากถ้าดื้อดึงไม่รับไว้ จะกลายเป็นเด็กไม่รู้กาลเทศะเอาได้

ทว่าชุนต้าซันยังไม่ทันได้กล่าวขอบคุณ ก็มีหญิงสาวนางหนึ่งวิ่งตรงเข้ามาหา

พอเข้ามาใกล้จึงเห็นว่าเป็นเสี่ยวฉิน

“นายท่านเจ้าคะ แย่แล้ว ท่านรีบกลับบ้านไปดูฮูหยินเถอะเจ้าค่ะ นางป่วยหนัก” เสี่ยวฉินเรียกอย่างร้อนใจ

ถึงจะเป็นเช่นนี้ แต่เสี่ยวฉินยังไม่ลืมชม้อยชม้ายสายตาไปยังชุนต้าซันด้วยสองตาที่เอ่อคลอ จะหยดมิหยดแหล่ นางเอาแต่เหลือบมองนายท่านผู้หล่อเหลา มองแล้วมองอีก

แต่น่าเสียที่เป็นเหมือนการป้อนดอกโบตั๋นเข้าปากวัว วัวกลับไม่รู้คุณค่า

ชุนต้าซันไม่สนใจท่าทางของเสี่ยวฉิน ถามกลับอย่างหงุดหงิดใจว่า “เกิดอะไรขึ้น ตอนเช้าที่ข้าออกจากบ้าน นางก็ยังดีๆ อยู่ เชิญท่านหมอมาหรือยัง”

“เชิญแล้วเจ้าค่ะ” เสี่ยวฉินพยักหน้า “ทว่าโรคปวดหัวของฮูหยินเป็นโรคประจำตัว พอโดนอากาศเย็นหรือเป็นกังวลก็จะปวดขึ้นมาทันที ตอนนี้ฮูหยินกินยาขนานเก่าไปแล้วแต่ก็ยังไม่ดีขึ้นเจ้าค่ะ”

ชุนถูหมียืนฟังอยู่ข้างๆ นึกอยากจะค้อนใส่

นางสวีซื่อเป็นหญิงเก็บกด มีอะไรก็ชอบเก็บเอาไว้ในใจ ภายนอกทำเป็นอ่อนแอแต่พอจะเอาแต่ใจขึ้นมาใครก็ห้ามไม่ฟัง ไม่อย่างนั้นดอกไม้ที่ขาวบริสุทธิ์บอบบางอย่างนาง พอถึงเวลาสำคัญขึ้นมา จะกล้าคลานขึ้นเตียงของชุนต้าซันได้รึ?

นอกจากนี้นางยังชอบทำตัวเป็นมนุษย์ยาที่ต้องกินยาประจำ เอะอะก็ต้องเชิญหมอมาดูอาการ

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย 프래
เนื้อเรื่องสนุก
เมื่อ 6 เดือน 5 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 2 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว