ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-10 เขียนคำร้อง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

10 เขียนคำร้อง

เพิ่งเดินเข้าประตูบ้านชั้นใน

นางสวีซื่อก็วิ่งออกจากห้องตะวันออกแล้วถามอย่างร้อนใจว่า “ได้พบพ่อเจ้าหรือยัง เขาถูกลงทัณฑ์ไหม”

“พ่อข้ายังสบายดี ตอนนี้ฮูหยินก็วางใจได้ชั่วคราว พรุ่งนี้ข้ายังต้องออกไปข้างนอกติดต่อเรื่องอื่น ๆ อีก ท่านอยู่ดูแลบ้านก็แล้วกัน” ชุนถูหมีพูดไปก็แสดงสีหน้าที่เหน็ดเหนื่อยอ่อนล้าให้เห็นเพื่อเป็นข้ออ้างกลับห้อง นางอยากกลับไปคิดถึงปัญหาที่ต้องแก้ไขอย่างเร่งด่วนมากกว่า

นางสวีซื่อเหมือนจะรู้ตัว ไม่ได้ตามตอแยถามไม่รู้จักจบจักสิ้น ชุนถูหมีไม่เข้าใจในตัวผู้หญิงคนนี้เลยจริง ๆ จะบอกว่าไม่รักชุนต้าซันก็ไม่ใช่ เพราะดูจะเป็นห่วงเป็นใยไม่น้อย ก่อนแต่งนางสวีซื่อร่ำร้องจะเป็นจะตาย อย่างไรก็ต้องแต่งงานกับท่านพ่อให้ได้

แต่หากจะบอกว่านางรักชุนต้าซัน พอเกิดเรื่องขึ้นก็หลบหน้าหลบตา ทำเหมือนนกที่อยู่ป่าเดียวกันแต่พอมีเรื่องเกิดขึ้นก็บินหนีไปคนละทิศคนละทาง

“คุณหนู เมื่อครู่ข้าเข้าไปดูในห้องครัวแล้ว ไม่มีการจุดเตาไฟเลย คิดว่าคงซื้อของข้างนอกมากิน ไม่มีเหลือเก็บให้พวกเราด้วย”

กั้วเอ๋อพยักพเยิดไปทางห้องตะวันตก “คุณหนูรอข้าที่นี่ข้าจะไปจุดไฟเพื่อต้มน้ำชงชาให้คุณหนูก่อน แล้วค่อยหุงข้าวกินก็ยังทัน”

ยุคสมัยนี้ชาวบ้านที่มีที่นาของตัวเองส่วนใหญ่แล้วจะกินอาหารแค่สองมื้อต่อวัน แต่ถ้าบ้านไหนมีข้าวสารอาหารแห้งเหลืออีกก็อาจจะกินสามมื้อ แต่วันนี้พวกนางออกไปข้างนอกกันเกือบครึ่งวัน มาถึงตอนนี้จึงหิวข้าวไม่น้อย

กั้วเอ๋ออายุแค่สิบสาม ถ้าอยู่ในยุคปัจจุบันนางเพิ่งเป็นเด็กนักเรียนมัธยมต้น เด็กวัยนี้ส่วนใหญ่ยังใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความสุขสบาย ไม่เหมือนกั้วเอ๋อที่รับผิดชอบได้ทั้งงานในบ้านและงานนอกบ้าน เรื่องนี้ทำให้ชุนถูหมีรู้สึกเห็นใจไม่น้อย น้ำเสียงที่พูดจึงอ่อนโยนลง

“ห้องตะวันตกนั่นเจ้าไม่ต้องไปสนใจหรอก เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เพิ่งจะเกิดขึ้นมาวันสองวัน จะโมโหพวกนางก็ไม่มีประโยชน์กับตัวเรา ไปเถอะ ข้าจะไปห้องครัวกับเจ้า พวกเราสองคนช่วยกันทำงานจะได้เร็วขึ้นหน่อย”

“คุณหนูคนดีของข้า ท่านนั่งพักในห้องให้สบายเถอะ ตอนที่นายท่านผู้เฒ่าซื้อตัวข้ากลับมา ข้าเคยสาบานว่าตราบใดที่กั้วเอ๋อคนนี้ยังอยู่จะไม่ให้คุณหนูต้องทำงานหนัก อีกอย่างหนึ่ง ท่านจะช่วยอะไรได้ ไปแล้วจะเกะกะข้ามากกว่า”

ชุนถูหมีหัวเราะพลางจิ้มหน้าผากกลมมนของกั้วเอ๋อเบา ๆ กั้วเอ๋อแลบลิ้นทำหน้าเป็นวิ่งออกไปทันที

ที่จริงแล้ว ด้วยฐานะของสกุลชุน ไม่จำเป็นต้องมีสาวใช้หรือคนรับใช้ในบ้าน

นายผู้ชายทั้งสองรุ่น รุ่นหนึ่งเป็นเจ้าพนักงานที่ว่าการอำเภอ อีกรุ่นหนึ่งเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ตัวเล็ก ๆ ที่ไม่รู้จะเล็กอย่างไรไปกว่านี้แล้ว แม้ความเป็นอยู่จะไม่ได้อยู่อย่างแร้นแค้น แต่ก็ไม่มีเหลือเฟือ

ทว่าคนสกุลชุนมีน้อย เวลาที่ชุนชิงหยางและชุนต้าซันมีงานยุ่งขึ้นมาก็มีเพียงลูกสาวที่อยู่บ้านเพียงลำพัง ต่อมายังมีสะใภ้ที่ไม่สามารถรับผิดชอบเรื่องภายในครอบครัวมาอีกคนหนึ่ง ถ้าหากไม่มีคนรับใช้คอยดูแล สองพ่อลูกสกุลชุนก็ไม่อาจวางใจได้

ดังนั้นชุนชิงหยางจึงตัดสินใจซื้อตัวบ่าวแก่ ๆ ที่ไม่มีใครต้องการและเด็กหญิงที่ป่วยหนักใกล้ตายมาในราคาที่ถูกมากๆ นั่นก็คือลุงโจวกับกั้วเอ๋อที่ตอนนั้นเพิ่งอายุหกปี

ยามนั้นทั้งสองป่วยหนักจนเรียกได้ว่าซื้อครึ่งแถมครึ่ง แต่ชุนชิงหยางเป็นคนใจดีมีเมตตา ถึงจะเป็นบ่าวแต่ก็เป็นคน มีชีวิตเหมือนกัน เขาลงแรงลงเงินรักษาอาการป่วยของสองคนนี้ไปไม่น้อย ในที่สุดทั้งสองก็ร่างกายแข็งแรง ลุงโจวอายุน้อยกว่าชุนชิงหยางหลายปี แต่เพราะถูกเจ้านายคนก่อนทรมานมามากจึงดูเหมือนคนที่ชรากว่าวัย

หลังจากหายป่วย เขาก็อาสาทำหน้าที่เฝ้าประตูเรือนชั้นนอก รับผิดชอบกวาดลานบ้าน หาบน้ำผ่าฟืน ทำงานหนักทั้งหมดด้วยสำนึกในบุญคุณของนายท่าน

ส่วนกั้วเอ๋อยิ่งไม่ต้องพูดถึง แม้นางจะเป็นเด็กที่มีนิสัยตรงไปตรงมา ใจร้อนและกระด้างไปบ้าง แต่ความจงรักภักดีและความคล่องแคล่วของนางกลับไม่มีใครเทียบได้

ยุคนี้ไม่มีการพูดถึงสิทธิมนุษยชนอะไรทั้งสิ้น

ทาสที่ซื้อขายมาเป็นเหมือนทรัพย์สินส่วนตัวของผู้เป็นนาย แม้แต่สำมะโนครัวก็ยังต้องแขวนอยู่กับเจ้านาย แต่พ่อลูกสกุลชุนเป็นคนจิตใจดีที่หาได้ยาก เรียกได้ว่าดีกับลุงโจวและกั้วเอ๋ออย่างมาก เรื่องเงินเดือนถ้าตอนไหนที่มีเงินมากหน่อยก็ให้เยอะหน่อย แต่ถ้าขัดสนหน่อยก็ให้น้อยหน่อย

ลุงโจวกับกั้วเอ๋อไม่เคยมีคำตัดพ้อต่อว่าแต่อย่างใด สำหรับบ่าวไพร่ที่มีชะตาชีวิตเหมือนสัตว์เลี้ยงในบ้านอย่างพวกเขา ขอแค่ให้มีที่กินที่อยู่ก็พอแล้ว ถ้าเกิดเจอเจ้านายที่ดีก็ถือว่าสวรรค์เมตตา

ไม่ว่าจะเป็นวันเวลาที่ขัดสนหรือมีเงินทองใช้ได้ไม่ติดขัด สองพ่อลูกสกุลชุนก็ยังคงยืนกรานไม่ใช้สินเดิมของนางไป๋ พวกเขาบอกว่าจะเก็บเอาไว้ให้ชุนถูหมี ดังนั้นมารดาของนางสวีซื่อจึงได้เป็นกังวล กลัวว่าสกุลชุนจะละโมบ อยากได้สินเดิมของนางสวีซื่อ ดังนั้นสิ่งของที่จัดมาแม้จะมีมากมายแต่ก็เป็นของชิ้นใหญ่ที่ไร้ราคา

สำหรับเงินส่วนตัวที่นางสวีซื่อใช้ประจำวันนางยังให้คนส่งมาให้ถึงมือลูกสาว อีกทั้งกำชับครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเงินนี้ให้นางสวีซื่อใช้เอง ห้ามให้คนอื่นใช้ ถึงจะเป็นสามีหรือพ่อสามีก็ไม่ได้ เป็นคนที่มีลักษณะของครอบครัวระดับล่างที่มีแต่เงินทอง หากไร้ซึ่งการอบรมอย่างแท้จริง

แม้คนสกุลชุนจะไม่ร่ำรวยเงินทอง แต่เป็นคนมีความหยิ่งทะนงในสายเลือด เป็นคนตรงไปตรงมา มีคุณธรรมประจำใจ จะมาอาศัยสินเดินของนางสวีซื่อไปทำไม

ชุนถูหมีสะบัดหัวโยนเรื่องวุ่นวายในบ้านทิ้ง ตอนนี้นางยังต้องทบทวนรายละเอียดในคดีอีกรอบหนึ่ง

เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น

นางยังคงแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าชาวหู มีพี่เสี่ยวจิ่วเป็นสารถีขับรถม้าและกั้วเอ๋อไปเป็นเพื่อนเพื่อตรวจดูสถานที่เกิดเหตุในตัวเมือง การกระทำของนางสร้างความประหลาดใจให้กับกั้วเอ๋อและพี่เสี่ยวจิ่วอย่างยิ่ง แต่ทั้งสองคนเป็นคนคล่องแคล่ว รู้จักพูดรู้จักถาม จึงถามคนถามเหตุการณ์ได้อย่างละเอียด แบ่งเบาภาระของชุนถูหมีได้ไม่น้อย

หลังเที่ยงชุนถูหมีจึงได้หาบ้านชุนซิ่วไฉจนพบ

บ้านซุนซิ่วไฉเป็นเรือนสองตอนขนาดเล็ก ที่แตกต่างจากบ้านของชาวบ้านทั่วไปก็คือ บ้านตอนแรกของเขาไม่เพียงแต่เป็นที่อยู่ของคนรับใช้ แต่ยังมีห้องหนังสือด้านนอกอีกห้องหนึ่ง ครั้นพวกนางมาถึงก็เห็นชายชราหน้าตาทุกข์ร้อนคนหนึ่งเดินออกจากห้องหนังสือ พูดขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจซ้ำไปซ้ำมา เขาเดินไปก็พับกระดาษคำร้องเก็บไว้ในอกเสื้อไปด้วยอย่างระมัดระวัง

“คุณหนูชุน เมื่อครู่ตอนที่พวกเรากินข้าวกลางวันกัน ข้าถามจนได้ความมาแล้ว” พี่เสี่ยวจิ่วพูดเสียงต่ำ “ซุนซิ่วไฉคนนี้ไม่เหมือนคนที่เขียนกระดาษคำร้องและจดหมายที่อยู่ตามข้างถนนคนอื่นๆ เขานั่งเขียนคำร้องอยู่ที่บ้าน เขียนแผ่นหนึ่งก็เก็บเงินหนึ่งตำลึง ถ้าเกิดให้เป็นตัวแทนขึ้นศาล ก็ยังต้องคิดเงินอีกราคาหนึ่ง แล้วยังไม่ให้ต่อรองด้วย”

“แพงขนาดนั้นเชียว” กั้วเอ๋อเบิกตาโพลง “หนึ่งตำลึง เท่ากับเงินเดือนของนายท่านผู้เฒ่าตั้งหนึ่งเดือน ก็แค่เขียนคำร้องบนกระดาษไม่กี่คำเท่านั้นเอง หรือว่าเขียนหนังสือตัวหนึ่งก็มีค่าถึงยี่สิบอีแปะแล้ว”

“ได้ยินว่า ซุนซิ่วไฉมีชื่อเสียงในการว่าความ เรียกได้ว่าอำเภอใกล้เคียงต่างก็รู้จัก ต้องมาหาเขาเพื่อช่วยเขียนคำร้อง คิดว่าคงจะมีฝีมืออย่างที่ว่าจริง ๆ”

“อย่างนั้นไม่รวยแย่รึ” กั้วเอ๋อประหลาดใจ “คิดไม่ถึงว่าเป็นหมอความจะมีอนาคตไกลขนาดนี้ ยังจะดีกว่าเป็นขุนนางรับราชการอีกนะ”

“ก็นั่นน่ะสิ” พี่เสี่ยวจิ่วมีสีหน้าคาดไม่ถึง “ตอนไม่ถามก็ยังไม่รู้ พอถามทีก็ตกใจเลย ก่อนนี้ซุนซิ่วไฉเป็นพวกบัณฑิตยากจน ไม่มีบ้านอยู่ด้วยซ้ำ เขาอดมื้อกินมื้อ แต่พอรับว่าความใหญ่ ๆ ไม่กี่ครั้งก็แต่งทั้งภรรยาหลวงและอนุเข้ามาอีกตั้งสอง เจ้าอย่าคิดว่าเรือนเขาหลังเล็กแล้วจะดูแคลนเขาได้นะ เขาเป็นเหมือนปูที่มีเนื้อแน่น ๆ อยู่ข้างใน ยังมีที่นาอยู่นอกเมืองอีกด้วย”

กั้วเอ๋ออ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง ส่วนชุนถูหมีที่อยู่ข้าง ๆ ก็ได้แต่ยิ้มเงียบ ๆ เกิดความภาคภูมิใจกับอาชีพทนายความในโลกปัจจุบันของตน

การเขียนคำร้องนั้นไม่ว่าใครที่เขียนหนังสือเป็นก็สามารถเขียนได้ เพราะมีรูปแบบตายตัว แต่ถ้าจะเขียนให้ดีก็เป็นอีกเรื่อง

โดยปกติจะต้องเขียนชื่อแซ่ผู้ที่ต้องการร้องทุกข์ให้ชัดเจน ต้องมีเหตุผลที่จะร้องทุกข์ มีรายละเอียดข้อเท็จจริงตลอดจนถึงสิ่งที่ต้องการเรียกร้องจากการร้องทุกข์ครั้งนี้ ด้านล่างของกระดาษคำร้อง ยังต้องเขียนรายชื่อพยานบุคคล พยานวัตถุ

เรียกได้ว่ามีความยุ่งยากมากกว่าการเขียนคำร้องในสมัยปัจจุบันอยู่มาก ผู้ที่จะเขียนคำร้องออกมาได้แบบนี้ได้จะต้องเป็นผู้ที่ชำนาญและคุ้นเคยในตัวบทกฎหมายต้าถังเป็นอย่างดี มีฝีมือในการเขียนเรียงความ และบรรยายความได้ชัดเจน ตรรกะและเหตุผลที่จะมารองรับต้องเป็นเหตุเป็นผลกัน ลายมือต้องสวยงาม และยังต้องมีชั้นเชิงในการเขียนให้ผู้อ่านคล้อยตาม

ดูท่าแล้ว ในอดีตที่ผ่านมาซุนซิ่วไฉคงจะทุ่มเทกับเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย ไวท์ ไวท์ ไวท์
ขอบคุณมากๆค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 20 ชั่วโมงที่แล้ว

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว