ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-21 ยื่่นมือมายุ่ง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

21 ยื่่นมือมายุ่ง

ชุนชิงหยางเป็นคนมีคุณธรรม มิได้ตำหนิสวีเหล่าไท่ไท่และไม่ได้พูดอะไรต่อ แต่ดูเหมือนเขาจะเข้าใจเรื่องราวได้ทั้งหมด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา สกุลชุนไม่แยกบ้านก็จริงแต่แยกการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ กล่าวคือ แม้จะอยู่บ้านเดียวกันแต่ต่างคนต่างอยู่ เงินทองที่ใช้สอยในแต่ละวันก็ต่างคนต่างจ่าย

พวกเขาไม่ต้องการให้คนสกุลสวีเห็นว่าสกุลชุนอาศัยเงินทองของสกุลสวี และไม่ต้องการให้เวลาที่หลานสาวออกเรือนแล้วถูกคนอื่นติฉินนินทาถึงที่มาของเงินสินเดิมอย่างคลุมเครือ แม้มันจะเป็นสินเดิมที่เป็นของนางไป๋ก็ตาม

ชุนต้าซันเป็นลูกกตัญญูอีกทั้งยังเป็นพ่อที่ดี เขาร้องไห้เสียใจกับเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ไม่รู้ว่าชุนชิงหยางพูดปลอบใจอย่างไรจึงตั้งสติ คิดขึ้นได้ เขายังคงยืนกรานแบ่งเงินเบี้ยหวัดและรายได้จากการทำนาให้กับบิดาและลูกสาวครึ่งหนึ่ง

ตอนนี้ชุนถูหมีกลายเป็นลูกสาวจริง ๆ ของสกุลชุน เพื่อครอบครัวของตัวเองนางจึงหวังว่าสวีเหล่าไท่ไท่จะไม่ปรากฏตัว

แต่ความเป็นจริงก็คือ ความหวังของนางไม่เป็นไปตามนั้น วันที่สองมีคนมาจากสกุลสวีรวมถึงสวีเหล่าไท่ไท่คนนี้ด้วย

ด้วยฐานะของคหบดีในอำเภอไหลสุ่ย หากลูกเขยถูกฟ้องร้องขึ้นโรงขึ้นศาลแล้วแม่ยายเป็นห่วง นางก็ควรส่งคนที่ทำงานเป็นมาช่วยเหลือโดยไม่จำเป็นต้องออกหน้าจัดการเองทุกเรื่อง เพราะการออกหน้าแบบนี้ทั้งผิดขนบธรรมเนียม ทั้งไร้ประโยชน์ แล้วยังแสดงให้เห็นถึงนิสัยที่ชอบควบคุมทุกสิ่งทุกอย่างให้อยู่ในมือตน

กั้วเอ๋อออกไปตัวอำเภอเพื่อทวงเงินมัดจำที่ให้ไว้กับซุนซิ่วไฉคืนมาแต่เช้า ตอนที่นางรีบร้อนกลับมา นางเจอเข้ากับรถม้าของสกุลสวีที่จอดหน้าประตูพอดี

ในยุคนั้น รถม้าถือเป็นพาหนะที่ราคาแพง คนทั่วไปจะนั่งรถเทียมลาหรือรถเทียมล่อ หญิงสาวส่วนใหญ่นั่งรถเทียมวัว แม้ถนนหนทางของต้าถังและที่พักระหว่างทางจะกว้างขวาง แต่การจ้างรถมีราคาแพงยิ่งนัก เหมือนกับการจ้างรถในสมัยปัจจุบันที่คิดตามระยะทาง ถ้าเดินทางหนึ่งลี้จะคิดราคาเท่ากับซื้อข้าวสารได้สองถัง ดังนั้นสำหรับชาวบ้านทั่วไปมักรวมเงินกันหลาย ๆ คนเพื่อเช่ารถ หรือไม่ก็ใช้การเดินเท้า บ้านที่มีรถไม่ว่าจะเทียมสัตว์อะไรก็แล้วแต่แสดงว่าพอมีฐานะอยู่บ้าง ถ้าใครมีรถม้าก็ยิ่งแสดงว่ามีฐานะดีมากขึ้นไปอีก

เมื่อรถม้าสกุลสวีจอดนิ่งอยู่หน้าประตูบ้านสกุลชุน สวีเหล่าไท่ไท่ก็วางมาดแม่ยายผู้ยิ่งใหญ่ ไม่ยอมออกมานอกรถ สั่งให้ลุงโจวที่นั่งอยู่บนคานรถลงไปเคาะประตู ส่วนสารถีก็กระวีกระวาดยืนถือแท่นวางเท้า รอให้นางก้าวลงมา กั้วเอ๋ออาศัยช่องว่างที่เสี่ยวฉินกำลังแง้มประตู มุดเข้าไปในบ้านอย่างรวดเร็ว นางวิ่งไปส่งข่าวให้กับคุณหนู พร้อมกับรีบประคองชุนถูหมีให้นอนบนเตียง ทำเป็นแกล้งป่วย

ตอนที่กั้วเอ๋อออกจากบ้านไปตอนเช้า นางได้พูดเรื่องชุนถูหมีรู้สึกไม่ค่อยสบายให้สวีซื่อฟัง แต่น่ารังเกียจที่สวีซื่อกำลังใจจดใจจ่อรอคนจากสกุลสวี จึงไต่ถามนางแค่สองคำตามมารยาท ไม่ได้เข้าไปดูอาการชุนถูหมีในห้อง แม้จะบอกว่าการที่นางไม่เข้ามาดูจะเป็นเรื่องที่ดีกว่า แต่การกระทำของนางสวีซื่อแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่านางไม่มีแม้แต่ความเป็นห่วงเป็นใยให้กับลูกติดของสามีแม้แต่น้อย เป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจนัก

“เจ้าออกไปทำความเคารพแทนข้า” ชุนถูหมียันตัวขึ้นนั่งแล้วสั่งกั้วเอ๋อ “จะยกน้ำ ชงน้ำชาก็ไปช่วยเหลือ อย่าให้นางหาเรื่องตำหนิ พูดโน่นพูดนี่ สร้างความรำคาญให้กับท่านพ่อได้ในภายหลัง”

“คนพวกนั้นเขามีใบชาดี ๆ ก็เก็บซ่อนไว้เสียมิดชิด กลัวว่าพวกเราจะเอาไปกินไปใช้ ถ้าข้าออกไปตอนนี้ไม่เท่ากับขัดหูขัดตาพวกนางหรอกหรือเจ้าคะ” กั้วเอ๋อส่งเสียงไม่พอใจ “แม้แต่เตาต้มน้ำยังไม่ยอมให้ข้าเข้าใกล้เลย”

“เด็กโง่” ชุนถูหมีจิ้มหน้าผากกั้วเอ๋อ “ก็แค่ไปทำพอเป็นพิธี พูดทักทายสักสองสามคำแล้วถือโอกาสไปดูแลลุงโจว หาข้าวหาน้ำให้เขากิน สกุลสวีเค็มขนาดนั้นแล้วลุงโจวก็อายุปูนนี้แล้ว สามวันที่ผ่านมาจะต้องลำบากไม่น้อยแน่”

“จริงด้วย” กั้วเอ๋อกระโดดพรวดแล้ววิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เองที่สวีเหล่าไท่ไท่วางท่าราวกับเป็นนางพญามาเยือนถึงถิ่น เดินอาด ๆ เข้ามาตามคำเชิญของลูกสาว มีป้าหวัง หญิงรับใช้คนสนิทเดินตามหลังมา

หลังจากที่ชุนถูหมีฟื้นขึ้นมาอีกครั้งในร่างนี้ นางยังเคลื่อนไหวลำบากจึงจำต้องพักอยู่บ้านสกุลสวีเป็นเวลาหลายวัน ดังนั้นนางเลยรู้จักบุคคลสำคัญแหล่านี้ดี สวีเหล่าไท่ไท่มีผิวกายดำคล้ำ ตัวเล็กผอม หน้าตาดูฉลาดแกมโกง พูดจาเสียงดังราวกับฟ้าผ่า ถ้านางพูดอะไรขึ้นมาคนอื่นไม่มีทางพูดแทรกได้ นางจะต้องรู้เรื่องไปหมดทุกเรื่อง

ป้าหวังที่ติดตามนางคนนั้น ชุนถูหมีเคยสงสัยมาตลอดว่าเป็นชายที่ปลอมตัวเป็นหญิงหรือเปล่า เพราะฝ่ายนันมีรูปร่างบึกบึนสูงใหญ่อย่างกับนักกีฬามวยปล้ำ แล้วยังมีใฝบนใบหน้า บนไฝยังมีขนขึ้นอีก เป็นลักษณะของกาลกิณีชนโดยแท้ ๆ

“กั้วเอ๋อคารวะสวีเหล่าไท่ไท่” กั้วเอ๋อพยายามสะกดความไม่พอใจ คำนับให้ตามพิธี

“คุณหนูของเจ้าทำไมไม่ออกมา” สวีเหล่าไท่ไท่เข้ามาก็หาเรื่องจับผิด “อายุยังน้อยเอาแต่อยู่ในห้อง จะไม่สบายเอาง่ายๆ”

“เรียนสวีเหล่าไท่ไท่ นับตั้งแต่กลับมาจากหลงป่าครั้งนั้น คุณหนูก็ร่างกายอ่อนแอ ตอนนี้ก็ยังไม่ค่อยดีนัก สองวันนี้ยังมีเรื่องให้ตกใจเป็นกังวลเลยไม่สบายเข้าไปใหญ่ เมื่อครู่ได้ยินว่าท่านมาแล้วก็พยายามจะออกมา แต่ข้าอาจหาญห้ามเอาไว้ก่อน ข้ารู้ดีว่าสวีเหล่าไท่ไท่ท่านเห็นใจลูกหลาน พวกพิธีการจอมปลอมที่อาจทำให้คุณหนูต้องไม่สบายหนักกว่าเดิมอย่างนั้น ท่านคงไม่ชอบนัก”

คุณหนูของข้าไม่ได้อกตัญญูเสียหน่อย การที่นางหลงทางอยู่บนเขา ไม่เจอสัตว์ร้ายหรือคนพาลรังแกก็ถือเป็นโชคดีแล้ว ยังจะมาหาเรื่องกันอีกเหรอ

ประโยคหลังนี้กั้วเอ๋อมิได้กล่าว นางเอ่ยถึงอาการป่วยที่ยังไม่หายดีก่อนหน้านี้ของชุนถูหมี แต่เพียงคำพูดนี้ก็พอที่จะทำให้สวีเหล่าไท่ไท่สะอึกได้

หญิงวัยกลางคนยิ้มแต่หน้า ตาไม่ยิ้ม กล่าวกับกั้วเอ๋อว่า “ให้นางดูแลตัวเองดี ๆ นางเป็นคนสำคัญของสกุลชุนเชียวนะ จะให้เป็นอะไรไปไม่ได้” นางพูดจบก็ไม่สนใจกั้วเอ๋อ จับมือของลูกสาวเดินไปห้องฝั่งตะวันออก เดินไปก็ตำหนิไปว่าบ้านสกุลชุนสร้างเล็กเกินไป ห้องหับไม่กว้างขวาง ไม้ที่มาทำประตูใช้ไม่ถูกประเภท กระดาษปิดหน้าต่างไม่ใช่กระดาษที่ขาวที่สุดและดีที่สุด บ่าวรับใช้ที่มีอยู่น้อยเกินไป พริกแดงที่แขวนอยู่หน้าประตูห้องครัวเป็นของชั้นเลว แม้แต่อากาศที่บ้านสกุลชุนก็เหมือนจะแย่กว่าอากาศที่บ้านสกุลสวี

เรือนเล็ก ๆ เดินแค่สิบกว่าก้าวก็ครบหนึ่งรอบแล้วแต่สวีเหล่าไท่ไท่ก็ยังหาเรื่องมาตำหนิติเตียนจนได้

ชุนถูหมีแกล้งป่วย นางจึงมีแรงออกมานอนเล่นอยู่บนตั่งในห้องด้านนอกเพื่อตะแคงหูฟังถึงความเคลื่อนไหว พอได้ยินสวีเหล่าไท่ไท่สรรหาสารพัดเรื่องมาติเตียน นางถึงกับต้องกลั้นหัวเราะ สวีเหล่าไท่ไท่หาเรื่องต่อว่าสกลุชุนได้ตลอด ฝ่ายนั้นต้องแสดงให้เห็นว่าสกุลสวีเป็นตระกูลใหญ่ มีฐานะดีกว่า แต่ที่จริงแล้วกลับเปิดเผยธาตุแท้ของเศรษฐีบ้านนอกที่เห็นแก่เงินทอง อีกทั้งยังเป็นพวกเศรษฐีที่รวยขึ้นกะทันหัน ไม่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดี แต่เป็นชนชั้นล่างที่ใจคอคับแคบ

ห้องครัวของสกุลชุนอยู่ข้างห้องฝั่งตะวันตก มีขนาดใหญ่มาก นับตั้งแต่ชุนชิงหยางตัดสินใจแยกการใช้ชีวิตโดยไม่แยกบ้าน เขาก็สร้างเตาไฟขึ้นมาสองเตา เครื่องใช้ในครัวก็แยกเป็นสองชุด ข้าวสารอาหารแห้งซีอิ้วน้ำมันก็มีอยู่สองชุด วางคนละฝั่ง ทางซ้ายเป็นของชุนต้าซัน สวีซื่อและเสี่ยวฉิน ทางขวาเป็นของสองปู่หลาน ลุงโจวและกั้วเอ๋อ

“ยังไม่ถึงเวลากินข้าว เจ้าทำอะไร” เมื่อเห็นกั้วเอ๋อล้างกะทะต้มน้ำ นวดแป้งตีไข่ เสี่ยวฉินก็ถามขึ้น

“ข้าทำบะหมี่ไข่ให้ลุงโจว เกี่ยวอะไรกับเจ้าด้วย” กั้วเอ๋อสะบัดเสียงตอบ “เขาแก่ขนาดนั้นแล้วยังถูกฮูหยินสั่งให้ออกไปข้างนอกสามวัน รีบไปรีบกลับ คิดว่าตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ก็คงยังไม่ได้กินข้าว แล้วนี่ยังจะไม่ให้เขากินอะไรอีกรึ”

เสี่ยวฉินส่งเสียงอ้อแล้วออกคำสั่งอย่างไม่เกรงใจ “ในเมื่อเป็นอย่างนี้เจ้าก็ทำเยอะหน่อย สวีเหล่าไท่ไท่ของเราแม้จะไม่คุ้นเคยกับอาหารพื้น ๆ อย่างนี้ แต่ข้างนอกก็ยังมีบ่าวรับใช้อีกสองคน คิดว่ายังไม่ได้กินเหมือนกัน ไหนจะมีป้าหวัง...”

นางยังพูดไม่จบ กั้วเอ๋อก็เถียงกลับไปเสียก่อน “ประหลาดแท้ คนของพวกเจ้า ทำไมมากินข้าวของบ้านเรา อีกอย่างของที่ข้าใช้ก็เป็นของ ๆ ทางฝั่งนี้ หากเจ้าสงสารพวกเขา เจ้าก็ทำเองสิ”

“สกุลสวีมาที่นี่ก็เพราะเรื่องของนายท่าน” เสี่ยวฉินถลึงตาใส่ “นี่เป็นการรับรองแขกของสกุลชุนงั้นหรือ” คงจะเป็นเพราะมีสวีเหล่าไท่ไท่คอยให้ท้ายอยู่ด้านหลัง ทำให้เสี่ยวฉินดูใจกล้ากว่าปกติ

แต่กั้วเอ๋อไม่สนใจ นางไม่มองเสี่ยวฉินด้วยซ้ำ “คุณหนูข้าจัดการเรื่องของนายท่านเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องให้คนอื่นมายุ่ง อีกอย่างเรื่องการรับแขก ใครเชิญมาคนนั้นก็รับผิดชอบไป นายท่านผู้เฒ่าเคยพูดแล้วว่าตัวใครก็ตัวมัน ทำไม... นายท่านผู้เฒ่าไม่อยู่บ้าน พวกเราที่เป็นบ่าวรับใช้ก็ไม่ฟังคำสั่งแล้วหรือ?” นางตั้งใจพูดคำว่าบ่าวรับใช้เน้น ๆ จนเสี่ยวฉินโมโหอยากจะกระโจนข่วนหน้ากั้วเอ๋อนัก

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย สายชล ผลดี
Thankkkyou
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 7 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว