ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-15 แจงข้อสงสัย

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

15 แจงข้อสงสัย

“ก็เขาบอกว่าไล่ตามขโมยไปไม่ใช่หรือ” จางหงถูแทรกขึ้น

“แสดงว่า ที่พ่อข้าพูดไปนั้นเป็นความจริง ที่จริงแล้วเขาไล่ตามหัวขโมยไปต่างหาก” ชุนถูหมีกำลังรอประโยคนี้ของจางหงถูอยู่จึงรีบจับคำพูดนี้ไว้แล้วชี้ไปที่จางอู่เหนียง “ไม่ใช่อย่างที่ผู้หญิงคนนี้บอกว่าพ่อข้าเดินเตร็ดเตร่ไปจนถึงแถวนั้น แล้วเกิดความคิดมิดีมิร้ายหลังจากเห็น ‘ความงาม’ ของนางขึ้นมา ดังนั้นข้อนี้เป็นข้อที่น่าสงสัยข้อที่สอง ข้อที่สาม ก็คือพยานอย่างหลี่เอ้อ ขอใต้เท้าเบิกตัวหลี่เอ้อมาขึ้นศาล”

หลี่เอ้อคนนี้เป็นพวกห้าสั้น ควรจะเรียกเขาว่าอู่ต้าหลาง[1] ดูเหมาะกว่า

เขามีแววตาหลุกหลิก แม้จะมีคำพูดที่พูดว่าคนเราอย่าดูกันที่หน้าตา แต่ก็ยังมีอีกประโยคหนึ่งที่บอกว่า จิตใจข้างในเป็นอย่างไร หน้าตาข้างนอกก็เป็นอย่างนั้น

คนผู้นี้แค่มองแวบเดียวก็รู้ทันทีว่าไม่ใช่คนดี เมื่อครู่เขายืนอยู่นอกพื้นที่พิจารณาคดี เห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างชัดเจน ทำให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา เมื่อได้ยินเสียงนายอำเภอเบิกตัวก็ไม่กล้าขัดขืน รีบเดินเข้ามาบอกชื่อบอกแซ่แล้วคุกเข่าลงกับพื้น

“คำให้การของหลี่เอ้อมีข้อสงสัยตรงไหน” จางหงถูถามด้วยความหงุดหงิดใจ

เดิมทีจางหงถูมั่นใจกับคดีนี้อย่างมาก คิดว่าถ้าตัดสินคดีที่เกี่ยวพันไปถึงขุนนางชั้นผู้น้อยที่มีตำแหน่งขั้นต่ำที่สุดของเหล่าทัพได้สำเร็จ เขาอาจได้ยินผู้คนสรรเสริญเยินยอว่าเป็นคนมีคุณธรรม ทำงานอย่างไม่เห็นแก่พวกพ้อง ไต่สวนคดีโดยไม่หวั่นเกรงต่ออิทธิพลฝ่ายทหาร ไม่ปกป้องขุนนางด้วยกันเอง

อายุเขาก็ปูนนี้แล้ว คงไม่มีทางได้เลื่อนตำแหน่งสูงไปกว่านี้ ดังนั้นจึงอยากจะสร้างผลงานให้กับตัวเองก่อนจะหมดวาระหน้าที่ ขุนนางฝ่ายบู๊ขั้นเก้าชั้นโทระดับล่างอย่างนี้ไม่ถือว่าเป็นผู้ยศมีอำนาจสูงส่งสักเท่าไร แต่อย่างน้อยก็ยังเป็นขุนนาง ในเมื่อคดีนี้ไม่มีผลประโยชน์ เขาก็ขอใช้ชุนต้าซันเป็นบันไดไต่เต้าเพื่อสร้างผลงานสักครั้งเถอะ

แต่ในตอนนี้ จางหงถูกลับรู้สึกสังหรณ์ใจพิลึก กลัวว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องโอละพ่อ บังเกิดความชิงชังผู้ที่มาร้องทุกข์ยิ่งนัก ถ้าเกิดคดีนี้ถูกพลิกไปอีกด้าน ไม่เท่ากับว่าเขาถูกชาวบ้านปั่นหัวเอาหรือ

มันน่านัก!

“ข้อสงสัยในคำให้การของหลี่เอ้อก็คือ เขาให้การขัดแย้งกับคำให้การของผู้ร้องทุกข์” ชุนถูหมีเอ่ยเสียงเยาะ “ในคำให้การของจางอู่เหนียง นางบอกว่าพ่อข้าไล่ตามนางไปถึงบ้านแล้วปิดประตูลั่นดาลคิดจะทำมิดีมิร้ายกับนาง ในเมื่อปิดประตูลั่นดาลแล้วทำไมหลี่เอ้อยังเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ อีกทั้งยังเข้ามาช่วยได้ทันเวลา หรือว่าเขามองทะลุกำแพงบ้าน เดินทะลุประตูเข้ามาได้งั้นหรือเจ้าคะ”

คนในศาลได้ยินเช่นนั้นก็นิ่งขึงไปตาม ๆ กัน เห็นได้ชัดว่าข้อพิรุธที่เห็นจะ ๆ อย่างนี้กลับไม่มีคนสะกิดใจ คงจะเป็นเพราะคนโบราณไม่ชอบการขึ้นโรงขึ้นศาล ดังนั้นการฟ้องร้องกันในศาลจึงกระทำกันอย่างหยาบ ๆ หรือไม่อีกที พวกเขาก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสืบคดีนี้แต่อย่างใด

“ข้าน้อยกำลังตกใจเลยพูดผิดไป” จางอู่เหนียงเกิดปัญญาขึ้นมาชั่วขณะ นางรีบชี้แจงข้อสงสัยอย่างรวดเร็ว

“ใช่ ข้าน้อยเองก็กำลังโกรธจัด เลยไม่ได้สนใจกับรายละเอียดมากนัก” หลี่เอ้อให้ความร่วมมือกับจางอู่เหนียงเป็นอย่างดี เขารีบพูดต่อไปว่า “ข้าอาศัยอยู่ข้างบ้านของจางอู่เหนียง วันนั้นได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือก็เลยปีนกำแพงไปดู เห็นเจ้าคนชั่วกำลังจะทำมิดีมิร้ายนางอยู่พอดีก็เลยกระโดดเข้าไปช่วย ที่จริงแล้วไม่ได้เดินเข้าไปทางประตู”

“เป็นอย่างนี้แน่รึ” ชุนถูหมีปรายตามอง ย้ำถามอีกครั้ง

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ทั้งสองจึงพยักหน้าพร้อมกัน เห็นได้ว่าทั้งสองคนนี้มิได้มีความเฉลียวฉลาดมากไปกว่านี้แล้ว เพื่อตอกย้ำให้เห็นว่าเป็นความจริงพวกเขายังพยักหน้ารับอย่างแรงเสียด้วย

“พยานเป็นวรยุทธ์งั้นหรือ” ชุนถูหมีถามต่อไป “ไม่ทราบว่าเจ้าเป็นศิษย์สำนักใด”

หลี่เอ้อฟังอย่างงง ๆ เขารู้สึกว่าชุนถูหมีถามอย่างนี้จะต้องเป็นกับดักแน่ จึงตอบอย่างลังเลว่า “ไม่ได้เป็น”

ชุนถูหมีถอนหายใจ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ประหลาดใจแล้ว บ้านที่ถนนกันเฉ่าล้วนแล้วแต่กำแพงสูง คงเพราะกลางวันไม่มีผู้ชายอยู่บ้านเลยต้องสร้างกำแพงสูงเพื่อกันขโมย เมื่อวานข้ายังตั้งใจไปดูที่บ้านนางจาง กำแพงบ้านสูงแปดไม้บรรทัดกว่า ๆ ส่วนพ่อข้าสูงหกไม้บรรทัด[2] จะให้กระโดดขึ้นกำแพงก็ยังไม่ไหว แต่ไม่รู้ว่าเจ้า...” นางมองหลี่เอ้อขึ้น ๆ ลง ๆ โดยไม่พูดอะไรมาก

หลี่เอ้อสูงแค่ห้าไม้บรรทัดกว่า ๆ ไม่มีทางปีนขึ้นกำแพงที่สูงสองเมตรครึ่งได้แน่ ๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการกระโดดขึ้นไป

หลี่เอ้อหน้าตาแดงก่ำ ยังเถียงต่อไปว่า “คือข้า... คือข้าเหยียบโอ่งน้ำ... ใช่ โอ่งน้ำ”

“อ้อ โอ่งน้ำ...” นางพึมพำ “ถ้าอย่างนั้นข้าก็ยิ่งประหลาดใจเข้าไปใหญ่ โอ่งน้ำในต้าถังจะวางไว้ในห้องครัว มีแต่บ้านของเจ้าที่วางอยู่ข้างกำแพงนอกบ้านนี่นะ เอาไว้รองดินเล่นหรือไง”

“ข้า... ข้า... ข้าเอาไว้ป้องกันไฟไหม้ ปกติก็เอาไว้รองน้ำฝน ถ้าเกิดอะไรขึ้นมาก็จะได้ดับไฟได้ทัน” นางจางรีบเสริม

“ถ้าอย่างนั้นข้ารู้สึกประหลาดใจอีกแล้ว บ้านดินซ่อมซอของพวกเจ้ายังกลัวไฟไหม้อีกรึ แค่นี้พวกเจ้าก็จนเสียจนแทบจะมีแต่ผนังบ้านเปล่า ๆ แล้ว หรือเจ้าเป็นคนจำพวก ‘ไม่กลัวที่บ้านไฟไหม้แต่กลัวตัวเองตกคลอง’ เพราะทรัพย์สินและของมีค่าทั้งหมดก็ใส่อยู่กับตัว ยังจะกลัวว่ามีอะไรให้เป็นเชื้อไฟได้อีกเล่า?”

“ใต้เท้า นังหนูนี่ดูถูกข้าน้อย หัวเราะเยาะฐานะของข้าน้อย แบบนี้นับว่าไร้คุณธรรม” หลี่เอ้อถูกต้อนจนแก้ตัวไม่ถูก แต่ก็ยังอุตส่าห์รู้จักเบี่ยงประเด็นขอร้องให้นายอำเภอช่วยเหลือ ทว่าตอนนี้มือปราบที่ยืนอยู่สองข้างกลั้นหัวเราะจนอวัยวะภายในใกล้บอบช้ำเต็มที

จางหงถูอ้าปากพะงาบๆ ยังไม่ทันจะพูดอะไร ชุนถูหมีก็เป็นฝ่ายเปลี่ยนท่าทีเสียก่อน นางยกมือคำนับ “ถือว่าข้าพูดจาไม่ดี ขอใต้เท้าได้โปรดอภัย”

นางเป็นฝ่ายยอมรับผิดแล้วจางหงถูยังจะกล่าวตำหนิอะไรได้อีก จึงได้แต่โบกมือไปมา “พูดต่อ พูดต่อ”

“ถ้าอย่างนั้น พวกเรามาคิดกันว่า ‘ถ้า’ พยานพูดความจริง ที่บ้านเขามีโอ่งน้ำที่นอกเหนือการคาดหมายอยู่ใบหนึ่งจริง ๆ ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยว่าโอ่งน้ำใบนั้นยังอยู่ไหม” นางจ้องหลี่เอ้อ

“ไม่ ไม่อยู่แล้ว เมื่อวานข้าไม่ทันระวังเลยทำมันแตก” หลี่เอ้อหาเรื่องโกหกต่อไป

“บังเอิญแท้ๆ” ชุนถูหมีลากเสียงยาว ๆ อย่างตั้งใจ “ได้ ข้าจะเชื่อเจ้าอีกครั้ง ทว่ามีเรื่องหนึ่งเจ้าอย่าได้ลืมเชียวนะ โอ่งน้ำที่เจ้าบอกเป็นโอ่งน้ำที่ใส่น้ำสำหรับป้องกันไฟไหม้ แสดงว่าคงจะวางเอาไว้เป็นเวลานาน ถ้าเป็นเช่นนั้นจะต้องมีร่องรอยอยู่ตามกำแพงและพื้นดิน จะขอให้พี่มือปราบไปดูสถานที่ตั้งโอ่งน้ำของเจ้าสักหน่อยดีไหมน้า”

มาตอนนี้หลี่เอ้อหน้าเขียวไปหมด แต่ชุนถูหมียังคงใช้วิธีไล่ต้อนไล่ซัก รุกถามต่อจนเขาไม่มีเวลาพักหายใจ “อีกอย่างหนึ่ง โอ่งน้ำเป็นของชิ้นใหญ่ ถึงจะแตกไปแล้วเศษของมันไปทิ้งไว้ที่ไหน เจ้าเหยียบโอ่งน้ำปีนเข้าไปช่วยจากบ้านของเจ้า แล้วกระโดดลงไปอีกด้านที่มีความสูงขนาดนั้นได้อย่างไร หรือว่าเจ้าเกิดปีกบ ถึงมีแรงกระโดดร้ายกาจถึงเพียงนี้ จะลองสาธิตการกระโดดของเจ้าต่อหน้าท่านนายอำเภอที่กำแพงบังตาสักหน่อยไหม ตรงนั้นก็มีความสูงประมาณแปดไม้บรรทัดเหมือนกัน”

หลี่เอ้อถอยหลังไปก้าวหนึ่ง ไม่กล้าตอบคำถาม

จะบ้าเรอะ กำแพงสูงตั้งแปดไม้บรรทัด ถ้าเกิดกระโดดลงไปทั้งอย่างนั้น ขาสั้น ๆ ของเขาคงหักเป็นท่อนๆ ดีไม่ดีกระดูกอาจจะแทงย้อนเข้าตัวด้วยซ้ำ!

“เจ้าบอกว่าใช้ไม้ทุบผ้าตีพ่อข้าจนสลบ ถ้าอย่างนั้นขอถามหน่อยว่าไม้ทุบผ้าของเจ้าเอามาจากไหน ชายโสดอย่างเจ้า ปกติกว่าจะซักเสื้อผ้าทีก็หลายเดือนครั้ง แล้วยังต้องไปขอให้อาซ้อเพื่อนบ้านที่อยู่แถวนั้นช่วยซักให้ พวกนางไม่อยากซักให้ เจ้าก็เอาแต่ตามตอแยจนพวกนางต้องตอบตกลง มีแต่คนไม่พอใจเจ้าทั้งนั้น

ขอถามว่าเจ้าจะเอาไม้ทุบผ้ามาจากไหน ถ้าบอกว่าเอามาจากบ้านจางอู่เหนียง บ่อน้ำที่บ้านของนางอยู่หลังบ้าน แล้วทำไมถึงเอาไม้ทุบผ้ามาโยนไว้หน้าบ้านให้เจ้าได้เก็บไปใช้เป็นอาวุธ เล่นบท ‘วีรบุรุษช่วยสาวงาม’ ได้ทันเวลา นี่ไม่บังเอิญเหมือนกับถูกจัดฉากไปหน่อยรึ

ถ้าหากเจ้ายังมีอะไรจะแย้ง ข้าขอบอกไว้ก่อนเลยนะว่าเพื่อนบ้านของเจ้าแต่ละคนก็ยอมขึ้นศาลเพื่อพิสูจน์ว่าสิ่งที่ข้าพูดเป็นความจริง นี่คือข้อสงสัยที่สี่”

“ข้า...”

หลี่เอ้อคิดจะโต้แย้ง แต่ชุนถูหมีไม่สนใจเขา หันไปพูดกับจางหงถูที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศาล “ใต้เท้า ข้าน้อยยังสืบมาได้อีกเรื่องหนึ่งเรียกได้ว่าเป็นหลักฐานข้างเคียงที่เกี่ยวกับคดีนี้ด้วย”

“ว่าไป” จางหงถูเริ่มกดขมับ รู้สึกปวดหัวตุบ ๆ

---------------------------------

[1] อู่ต้าหลาง เป็นตัวละครหนึ่งในเรื่อง 108 ผู้กล้าเขาเหลียงซาน เป็นพี่ชายของ อู่ซง (หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อว่า บู๊ซ้ง ที่ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า) เป็นคนตัวเตี้ย แขนขาสั้นไปหมด แต่กลับมีภรรยาสาวสวย จนสุดท้ายกลายเป็นต้นเหตุให้ตัวเองถูกภรรยาร่วมมือกับชายชู้ฆ่าตาย

[2] หนึ่งไม้บรรทัดของต้าถังประมาณ 30.4 เซนติเมตร เท่ากับ1.82เมตร

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Taneya
อยากเก็บเปนเล่ม...เด้อ
เมื่อ 4 เดือน 1 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 5 เดือน 6 วันที่แล้ว

รีวิว