ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-46 หลอกล่อด้วยคำพูด

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

46 หลอกล่อด้วยคำพูด

คดีของเถ้าแก่เนี้ยฟางคือการที่ลูกค้ากินอาหารแล้วเป็นพิษ

ข้อนี้นางไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ดังนั้นชุนถูหมีจึงไม่ยึดติดอยู่กับปัญหาข้อนี้ เพราะประเด็นสำคัญที่นางจะยกขึ้นมาโต้แย้งก็คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ไม่คาดฝันหรือว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางถูกคนใส่ร้ายป้ายสีกันแน่ ถ้าพิสูจน์ประเด็นนี้ได้ เถ้าแก่เนี้ยฟางจะกลายเป็นผู้ถูกกระทำ

หากพูดอย่างคนในยุคปัจจุบัน ว่ากันตามหลักมนุษยธรรมแล้วเถ้าแก่เนี้ยฟางต้องจ่ายเงินเป็นค่าทำขวัญให้กับลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้ จ่ายเสร็จเรื่องก็สามารถยุติลงได้ ในกรณีที่แย่ที่สุดก็คงต้องรับโทษในฐานะที่ทำให้คนบาดเจ็บโดยไม่เจตนา

ด้วยสามารถจบเรื่องด้วยการจ่ายเงินค่าปรับ นางไม่อาจให้เถ้าแก่เนี้ยฟางต้องถูกตั้งข้อหาฆ่าคนตายโดยประมาทเป็นอันขาด

หลายครั้งที่กฎหมายเป็นบรรทัดฐานในการนำมาพิจารณาถึงความเสียหายและผลประโยชน์ที่จะได้รับ ไม่ใช่เรื่องของความถูกผิด หรือความเป็นความตายเท่านั้น แต่กฎหมายต้องการให้ผู้ที่กระทำผิด ยอมรับความผิดพลาดที่เกิดจากความคิดอันเลวร้ายของตนเอง

ท่านหมอเหวินตะลึงงันไปอย่างที่ชุนถูหมีคิดไว้ไม่ผิด เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่งก่อนส่ายหน้าปฏิเสธว่า “ไม่อาจแน่ใจ”

คนที่ดูการพิจารณาอยู่รอบนอกถึงกับส่งเสียงอุทานอย่างคาดไม่ถึง ส่วนซุนซิ่วไฉตอนนี้หน้าตาแปรเปลี่ยน

แต่ชุนถูหมีไม่รอให้เขาได้เอ่ยปากโต้แย้ง หันไปถามหวู่โจ้ว่า “ถ้าอย่างนั้นเรียถามท่านแทนดีกว่า บนตัวจ้าวเหล่าชีไม่มีบาดแผลหรือร่องรอยอย่างอื่น อาหารที่อาเจียนออกมาก็ไม่มีพิษอื่นใด แล้วท่านดูออกหรือไม่ว่าเขามีอาการป่วยอย่างอื่นที่แทรกซ้อนอยู่ก่อนหน้า อย่างเช่นว่า... อาการเจ็บหัวใจซึ่งเวลาเจ็บขึ้นมาอาจจะทำให้คนผู้นั้นตายได้ อีกอย่าง ถ้าเกิดมียาพิษอื่นผสมอยู่ในสุราแทนอาหารเล่า ท่านสามารถตรวจดูจากสิ่งของที่อาเจียนออกมาได้หรือไม่”

“ไม่ได้” หวู่โจ้ตอบตามความจริง

ชุนถูหมีรู้ดีว่าเขาทำไม่ได้แน่นอน นั่นเพราะการแพทย์ในสมัยโบราณล้าหลัง อีกทั้งยังไม่อาจผ่าศพชันสูตรถึงสาเหตุการตายได้ ถึงจะเป็นซ่งฉือ ผู้มีชื่อเสียงด้านการสืบสวนคดีในยุคโบราณก็ยังไม่ได้เกิดในสมัยนี้ ในยุคที่มีความจำกัดหลายด้าน การชันสูตรศพจึงไม่มีทางล้ำหน้าเท่ากับปัจจุบัน

“คุณชายหวง ขอเรียนถามว่าหลังจากท่านกินอาหารเป็นพิษเข้าไปแล้ว มีอาการอย่างไร” นางหันมาถามตัวแทนของผู้เคราะห์ร้าย

“ก็อาเจียนออกมาจนหมดไส้หมดพุง เหมือนน้ำย่อยก็ออกมาด้วย” คุณชายหวงพูดถึงตรงนี้ก็ยกมือลูบท้องอย่างหวั่นๆ

“ทรมานมากหรือไม่” ชุนถูหมีถามด้วยความเห็นใจ

“ทรมานมาก”

“แต่ก็ไม่ถึงตายนะเจ้าคะ”

“หา!” ตอนแรกคุณชายหวงทำหน้าทำตาเหมือนไม่เข้าใจ แต่แล้วก็ตบหน้าอกเสียงดัง “ข้ายังมีชีวิตอยู่สิ ถ้าตายแล้วจะมาเป็นพยานที่นี่ได้อย่างไร หลังจากอาเจียนแล้วก็พะอืดพะอมอยู่พักหนึ่ง พอกินยาแก้พิษของท่านหมอเหวินอาการก็ดีขึ้น ไม่หนักหนาเหมือนตอนแรก”

ชุนถูหมีรีบหันไปถามพยานคนสุดท้ายอย่างหัวหน้ามือปราบหงก่อนที่จางหงถูจะตีไม้ขัดจังหวะเสียก่อน “หัวหน้าหง ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่า ตั้งแต่การทำน้ำแกงปลาไปจนถึงตอนยกไปให้ลูกค้า ไม่มีใครสามารถแตะต้องหรือทำอะไรได้ แล้วถ้าเกิดเป็นเวลาก่อนที่ปลาไถปาจะมาถึงห้องครัวเล่า”

“ปลาที่อยู่ในน้ำแกงมองไม่เห็นเป็นรูปร่าง ยังมีเนื้อปลาส่วนหนึ่งที่นำมาทำเป็นลูกชิ้นปลา จึงไม่มีทางรู้ได้ว่าลักษณะของปลาตอนที่เพิ่งซื้อมาจะเป็นอย่างไร” หัวหน้าหงตอบอย่างเกร็งๆ กลัวว่าตัวเองจะพูดอะไรผิดไป

ชุนถูหมีไม่ได้ซักถามต่อไปหากหมุนตัวกลับไปพูดกับคนที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ศาลว่า “ใต้เท้า ข้าน้อยถามอย่างละเอียดแล้ว ซุนซิ่วไฉพูดปาวๆ ว่ามีทั้งพยานหลักฐานพยานบุคคลเพียบพร้อม แต่ที่จริงแล้วกลับไม่มีคำพูดไหนที่จะยืนยันได้อย่างชัดเจน ไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้สักอย่าง เขาจะอาศัยแค่หลักฐานข้างเคียงและหลักฐานเสริมมาระบุความผิดของเถ้าแก่เนี้ยฟางได้หรือเจ้าคะ”

“เอ่อ...” ตอนนี้จางหงถูทำอะไรไม่ถูกแล้วจริงๆ ในกฎหมายต้าถัง หลักฐานที่สำคัญที่สุดก็คือคำรับสารภาพของคนร้าย หากเถ้าแก่เนี้ยฟางแสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่ยอมรับผิด อีกทั้งยังมีขุนนางระดับสูงนั่งฟังการพิจารณาคดีอยู่ด้วยเขาจึงไม่อาจใช้การลงทัณฑ์เค้นให้นางรับสารภาพ แล้วเขาจะทำอย่างไรดี

ชุนถูหมีไม่ให้เวลาเขาได้ขบคิด พูดต่อไปว่า “ร้านหลินสุ่ยขายอาหารที่อำเภอของเรามาหกเจ็ดปี น้ำแกงปลาฟูหรงมีชื่อเสียงไปทั่ว ไม่เคยมีความผิดพลาดใดๆ มาก่อนหน้านี้ เทียบกับชาวบ้านทั่วไปที่กินปลายังเคยมีคนกินแล้วเป็นพิษอยู่บ้าง แต่ร้านหลินสุ่ยไม่มี แสดงให้เห็นว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางทำอาหารอย่างระมัดระวังและเอาใจใส่

ส่วนวันที่เกิดเรื่อง ก็ไม่มีเรื่องใดที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเถ้าแก่เนี้ยฟาง นางจะผิดพลาดจนทำให้น้ำแกงปลามีพิษได้อย่างไร หากนางรู้ว่าน้ำแกงหม้อนี้จะมีปัญหา เพื่อชื่อเสียงของร้านนางจะต้องทำลายทันที ไม่มีทางขายอาหารชนิดนี้แน่นอน นางยังต้องการทำมาหากินต่อไปนะเจ้าคะ ไม่มีทางทำให้ชื่อเสียงของตัวเองเสื่อมเสียแน่ ดังนั้นเรื่องนี้จึงมีเงื่อนงำซ่อนเร้นอยู่ไม่น้อย”

“เมื่อก่อนนางระมัดระวัง แต่ไม่ได้หมายความว่าตอนนี้นางจะไม่ทำพลาด” ซุนซิ่วไฉใช้จังหวะนี้โต้กลับ

“แล้วท่านจะพิสูจน์ได้อย่างไรว่าที่น้ำแกงปลามีพิษเป็นความประมาทของเถ้าแก่เนี้ยฟาง”

ใครเป็นคนฟ้องคนนั้นก็ต้องหาหลักฐานมายืนยันความผิดนั้นให้ได้ นี่เป็นหลักการของกฎหมายในยุคปัจจุบัน แต่ไม่ใช่ในแผ่นดินต้าถัง ทว่า นางเริ่มต้นด้วยการวางกับดักคำพูดด้วยการเน้นคำว่า ‘ประมาท’ ขึ้นมาก่อน เพื่อป้องกันมิให้มีการระบุโทษในคดีที่รุนแรงไปกว่านี้

“มีคนตายเพราะอาหารเป็นพิษไปแล้ว ชีวิตคนย่อมสำคัญที่สุด” เมื่อตกอยู่ในความเกรี้ยวกราด ซุนซิ่วไฉจึงไม่ได้สนใจในรายละเอียดดังคาด

“คนกินน้ำแกงปลาตั้งเยอะ แล้วทำไมจ้าวเหล่าชีถึงตายอยู่คนเดียว แล้วจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งท่านแม่ทัพ ใต้เท้าคังก็เห็นกับตาว่าน่าจะเป็นการตายอย่างกะทันหัน ข้าเองก็ไม่รู้มาก่อนว่าน้ำแกงปลามีฤทธิ์เหมือนยาเบื่อหนู” ชุนถูหมีประชดใส่ “ถ้าเกิดปลาไถปามีสรรพคุณร้ายแรงเช่นนี้เกรงว่าทางการคงห้ามไม่ให้จับมากินเป็นอาหารนานแล้ว ไม่เช่นนั้น ถ้ามีใครใช้พิษจากตัวปลามาทำร้ายคนอื่น ก็จะเป็นเรื่องง่ายดายยิ่งนัก”

นางไม่รอให้ซุนซิ่วไฉได้โต้แย้ง เดินมาหยุดตรงหน้าภรรยาม่ายของจ้าวเหล่าชี ย่อตัวถามนางว่า “อาซ้อจ้าว ขอเรียนถาม สามีของท่านร่างกายอ่อนแอใช่หรือไม่”

ภรรยาจ้าวเหล่าชีคิดไม่ถึงว่าชุนถูหมีจะมาซักถาม เกิดความตื่นตกใจไปครู่หนึ่ง จากนั้นนางเข้าใจได้ว่า ที่ชุนถูหมีถามเช่นนี้ก็เพราะต้องการใช้ข้ออ้างว่าสามีนางมีร่างกายอ่อนแอ ทำให้เห็นว่าการที่เขากินน้ำแกงปลาแล้วถูกพิษตายมีสาเหตุจากตัวเขาเอง ดังนั้นจึงรีบแย้งกลับไปอย่างลนลาน “เรียนคุณหนู สามีของข้าแม้จะดูเป็นคนตัวผอมๆ เล็กๆ แต่ความจริงเป็นคนที่แข็งแรงมากคนหนึ่ง ไม่ค่อยเจ็บไข้ได้ป่วยอะไร เรื่องนี้เพื่อนบ้านต่างก็รู้ดี”

“อ้อ ที่แท้ร่างกายแข็งแรงมากสินะ” ชุนถูหมีลากเสียงยาวๆ “ข้าก็คิดว่าเขาอายุยังไม่ถึงสามสิบปี กำลังอยู่ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ อีกทั้งยังมีชื่อเสียงในหมู่ชาวบ้านว่าเป็นคนดุร้าย ไม่ใช่คนอ่อนแอเหยาะแหยะ ถ้าอย่างนั้นข้าก็แปลกใจแล้ว ในเมื่อเขาร่างกายแข็งแรงดีขนาดนี้ทำไมคนที่กินน้ำแกงปลาคนอื่นๆ มีทั้งคนแก่อายุเจ็ดสิบกับเด็กเล็กๆ อายุหกขวบ ก็ยังไม่เป็นไรแต่เขากลับมาตายเสียได้” นางพูดแล้วก็มองไปที่ซุนซิ่วไฉ เห็นเขาโกรธจัดจนหน้าเขียวไปหมดก็ให้สะใจยิ่งนัก

นางเดาได้ว่าซุนซิ่วไฉจะต้องอ้างว่าจ้าวเหล่าชีมีสุขภาพไม่ดี จึงถูกพิษมากกว่าคนอื่นจนถึงแก่ชีวิต เพราะอาการบาดเจ็บอย่างเดียวกันคนที่อ่อนแอกว่าย่อมตายก่อน นี่เป็นความรู้ทั่วไป ดังนั้นนางจึงใช้วิธีหนามยอกเอาหนามบ่ง ใช้หอกของท่านมาแทงโล่ท่านเอง ชิงถามเรื่องนี้กับภรรยาจ้าวเหล่าชี เพื่อใช้คำพูดของนางแย้งความคิดของซุนซิ่วไฉ

ที่นางเอ่ยอ้างถึงชื่อเสียงของจ้าวเหล่าชีที่มีอยู่ในหมู่ชาวบ้าน เพราะต้องการให้เกิดผลสะท้อนกลับมาว่า คนตายเป็นพวกอันธพาล ไม่ทำการทำงาน รู้จักแต่รังแกคนอ่อนแอ ไม่กล้าทำอะไรคนที่เหนือกว่า อีกทั้งยังเป็นพวกชอบฉวยโอกาส หลอกลวงกรรโชกทรัพย์คนอื่นเพื่อดำรงชีพ ดังนั้นเป็นไปได้ว่าเขาจงใจสร้างเรื่อง ด้วยการกินยาอะไรเข้าไปก่อนจนทำให้ตัวเองถึงแก่ความตาย ไม่ได้เกี่ยวกับน้ำแกงปลาที่กินไปโดยตรง อย่างมาก เขาคงไม่คิดว่าการกินน้ำแกงปลาก็เกิดปัญหาขึ้นมาได้ ทำให้ระดับยาพิษเพิ่มขึ้นจนร่างกายรับไม่ไหว จนตัวเองต้องตาย

“ใต้เท้า ถึงแม่นางชุนจะพูดเล่นลิ้นเช่นนี้แต่ความจริงก็ยังเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ” ซุนซิ่วไฉมีการตอบสนองรวดเร็ว เขาเปลี่ยนประเด็นโต้แย้งไปเป็นเรื่องอื่น เพื่อมิให้ตัวเองต้องถลำลึกจนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ
“จากที่บัณฑิตทราบมา การตายของจ้าวเหล่าชีนั้นเป็นการกระทำโดยเจตนาของเถ้าแก่เนี้ยฟาง”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 4 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว