ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-4. เถียงกันอยู่ได้

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

4. เถียงกันอยู่ได้

ถ้าว่าตามกฎหมายต้าถัง นักโทษคดีข่มขืนจะต้องถูกเนรเทศ

หากข่มขืนด้วยแล้วยังทำให้ผู้เคราะห์ร้ายต้องได้รับบาดเจ็บจะต้องถูกลงโทษประหารด้วยการผูกคอ

ถ้าถูกตั้งข้อหานี้ขึ้นมา เท่ากับเป็นข้อหาร้ายแรง ดังนั้นนางจะต้องรู้รายละเอียดทั้งหมดอย่างเร็วที่สุด ต้องรู้ว่าคนที่อ้างว่าเป็นผู้เคราะห์ร้ายนั้นได้รับบาดเจ็บหรือไม่อย่างไร ต้องสืบรู้ทั้งพยานหลักฐาน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด รวมถึงกระทำการสำเร็จหรือไม่

กองบัญชาการเหล่าทัพประจำอำเภอฟ่านหยางแบ่งการฝึกทหารออกเป็นเดือนละสามรอบ รอบละสิบวัน ในรอบหนึ่งจะฝึกทหารทั้งหมดสองวัน อยู่บ้านทำไร่ทำสวนแปดวัน เป็นอย่างนี้สลับไปเรื่อย ๆ

ในเดือนสิบเอ็ดและสิบสองของทุกปี จะมีการเรียกกำลังพลเข้ามาฝึกซ้อมร่วมกัน อาจเป็นเพราะโยวโจวเป็นเขตพื้นที่ทางทหารที่สำคัญ ทหารของโยวโจวจึงไม่จำเป็นต้องไปเข้าเวรยามที่อื่น รวมทั้งไม่จำเป็นต้องเข้าเมืองหลวงเพื่อไปเป็นทหารอาสา

วันนี้เป็นวันหยุดวันสุดท้ายของรอบนี้ บิดารูปงามของนางออกจากบ้านอย่างกระฉับกระเฉง ทำตัวลับๆ ล่อๆ ตั้งแต่เช้าตรู่ แสดงว่าต้องมีเรื่องน่ายินดี ดังนั้นเขาย่อมไม่มีทางไปทำเรื่องมิดีมิร้ายกับหญิงชาวบ้านแน่ เพราะเช้าวันนั้นเขายังยิ้มแย้มพร้อมกับบอกลูกสาวเป็นนัย ๆ ว่า อยู่บ้านดี ๆ ให้รอฟังข่าวดีจากพ่อ

ถ้าหากเขาไปทำเรื่องเลวร้ายแล้วยังแสดงท่าทีเช่นนี้กับลูกสาวได้ ก็คงไม่ใช่พ่อที่ดีแล้ว คงเป็นแค่ไอ้โรคจิตที่เปลี่ยนนิสัยได้อย่างรวดเร็ว

หรือจะบอกว่าเขาก่อการโดยมิได้วางแผนล่วงหน้า?

ถ้าเป็นอย่างนั้น แสดงว่าบิดารูปงามของนางอดอยากปากแห้งขาดแคลนผู้หญิง ถึงได้กล้าทำเรื่องเลวร้ายเหมือนสัตว์เดรัจฉานกลางวันแสก ๆ

ชุนถูหมีเดินไปมาอย่างว้าวุ่นใจอยู่ในห้องได้สักครู่ จึงออกคำสั่งกับกั้วเอ๋อ “เจ้าออกไปสืบดูแถวบ้าน ว่ามีข่าวอะไรบ้าง”

“เจ้าค่ะ” กั้วเอ๋อออกไปแล้ว แต่ไปได้ไม่เท่าไร ข่าวที่ให้ถามยังไม่มา มาก็แต่เสียงทะเลาะกันดังลั่น

ชุนถูหมีถอนหายใจอีกครั้งก่อนก้าวเร็ว ๆ ออกไปด้านนอก

เฮ้อ บ้านหลังนี้ที่มันไม่สงบสุขเสียทีคงเพราะคนในบ้านทะเลาะกันบรรยากาศจึงไม่ดี ถึงได้เรียกเคราะห์ร้ายเข้ามาหาตอนกลางวันแสก ๆ ได้

สกุลชุนถือว่าเป็นครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ดีพอสมควร

ภายในอาณาเขตของเหล่าทัพมีทหารฝ่ายบู๊ระดับล่าง กับพลทหารอาศัยอยู่รวมกัน บ้านสกุลชุนถือได้ว่าเป็นบ้านที่ใหญ่โตโอ่อ่าเป็นอันดับต้น ๆ ตัวบ้านมีโครงร่างเป็นเรือนเก่าแบบซื่อเหอย่วน[1]ก่อสร้างด้วยหินสีเขียวและปูแผ่นกระเบื้องทับอีกที หน้าประตูบ้านมีต้นพุทราใหญ่ต้นหนึ่ง เดิมทีบ้านหลังนี้เป็นบ้านตอนเดียวแต่มีกำแพงดินก่อขึ้นมาแบ่งออกเป็นเรือนชั้นในและชั้นนอก

บริเวณประตูบ้านชั้นนอกนั้นคับแคบ ห้องเล็ก ๆ ทางฝั่งตะวันออกเป็นที่พักของลุงโจวคนเฝ้าประตู ส่วนทางตะวันตกใช้เป็นที่สำหรับเก็บของทั่วไป เรือนด้านในมีห้องหลักที่หันมาด้านหน้าสามห้อง ห้องหนึ่งสว่าง อีกสองห้องมืด เป็นส่วนที่อยู่อาศัยของชุนชิงหยาง สามห้องหลักที่ว่ามีการใช้งานดังนี้

ห้องทางตะวันออกเป็นห้องนอน ส่วนห้องทางตะวันตกจะใส่กุญแจเอาไว้ตลอดเพราะเป็นห้องที่เก็บของสำคัญและมีราคาของสกุลชุน ส่วนห้องตรงกลางใช้เป็นห้องโถงรับรองแขกและห้องกินข้าว เดิมทีชุนชิงหยางคิดจะยกห้องหลักสามห้องนี้ให้กับหลานสาวที่ร่างกายไม่แข็งแรง หรือยกให้ลูกชายที่แต่งงานแล้ว แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ไม่กล้ารับ เพราะถือว่าเป็นเรื่องอกตัญญู ในแผ่นดินต้าถัง การไม่กตัญญูถือเป็นความผิดอันดับหนึ่งในความผิดใหญ่หลวงทั้งสิบอันดับ อีกทั้งยังมีระดับความเลวร้ายเท่ากับการก่อกบฏอีกด้วย

เรือนพักชั้นในนั้นกว้างขว้าง ห้องด้านข้างที่อยู่ทางตะวันตกหรือเรียกว่าห้องตะวันตกมีอยู่สองห้อง เป็นห้องเล็กหนึ่ง ห้องใหญ่หนึ่งห้อง

ห้องใหญ่ถูกแบ่งเป็นห้องชั้นในและห้องชั้นนอกด้วยประตูบานเฟี้ยมแปดบาน ห้องชั้นในเป็นห้องนอนของชุนถูหมี ห้องด้านนอกเป็นห้องที่อ่านหนังสือและทำงานฝีมือ ส่วนห้องเล็กอีกห้องหนึ่งเป็นที่อยู่ของกั้วเอ๋อ ยังมีห้องครัวที่กว้างขวางอยู่ติดกับห้องตะวันตกอีกหนึ่งห้อง

ส่วนห้องฟากตะวันออกก็มีอีกสองห้อง เป็นหนึ่งห้องเล็กและหนึ่งห้องใหญ่เช่นกัน ตรงนี้คือที่พักของชุนต้าซันและนางสวีซื่อ ส่วนห้องเล็กข้าง ๆ ห้องตะวันออกเป็นห้องพักของเสี่ยวฉินและเอาไว้เก็บสินเดิมที่นางสวีซื่อนำติดตัวมา

มารดาของนางสวีซื่อไม่ต้องการให้นางแต่งกับพ่อหม้ายลูกติด ทั้งยังกลัวว่าเงินของสกุลสวีจะถูกนำมาให้สกุลชุนใช้จ่าย ทำให้ลูกสาวตัวเองเสียเปรียบ ดังนั้นแม้จะเห็นว่าสินเดิมของนางสวีซื่อมีมากมาย แต่ความจริงล้วนเป็นของไร้ราคา ปกติสวีเหล่าไท่ไท่จะนำของกินของใช้มาให้ลูกสาวตนอยู่เป็นประจำ ล้วนแต่เป็นของที่ลูกสาวใช้ได้ กินได้เพียงคนเดียว คนอื่นจะมีส่วนร่วมไม่ได้เลย

ในตอนนี้ เสียงทะเลาะดังมาจากห้องเล็กที่อยู่นอกประตู

ชุนถูหมีเดินออกมาพอดีกับนางสวีซื่อซึ่งได้ยินเสียงดังจึงเดินออกมาจากห้องตะวันออกเช่นกัน แต่เมื่อเห็นชุนถูหมี เท้าที่กำลังจะก้าวข้ามธรณีประตูก็หยุดชะงัก นางสวีซื่อดึงเท้ากลับเข้าไป เป็นการบอกกลาย ๆ ว่าให้ชุนถูหมีเป็นคนจัดการ

ชุนถูหมีได้แต่ลอบส่ายหน้าด้วยความรำคาญใจ

นิสัยของนางสวีซื่อเป็นคนไม่ค่อยพูด ไม่ยอมทำอะไรทั้งนั้น นางแต่งมาสกุลชุนแล้วก็เท่ากับเป็นคนครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะคิดอ่านอะไรก็ควรพูดออกมาให้รู้ แต่นางสวีซื่อกลับชอบทำอึก ๆ อัก ๆ ถามไปตั้งนานก็ไม่พูดไม่จา เอาแต่ทำหน้าบึ้งตึงอย่างไม่พอใจ เห็นแล้วก็มักทำให้ผู้ถามเกิดโทสะ ถ้าบีบบังคับนางมากเข้านางก็เอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นทำตัวน่าสงสารให้ชุนต้าซันเห็นใจ

หญิงคนนี้เป็นเหมือนขนมตังเมที่ตัดก็ไม่ขาด สะบัดก็ไม่หลุด นี่มันเวลาไหนกันแล้วยังมีใจจะหลบเลี่ยง ปล่อยให้สาวใช้ทะเลาะกันเสียงดังอยู่หน้าประตูอย่างไม่สนใจไยดี ราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง

“กั้วเอ๋อ เจ้าหมายความว่าอย่างไร หาว่าข้าไม่เป็นห่วงนายท่านหรือ” ขณะที่ชุนถูหมีเดินมาถึงประตูชั้นใน ก็ได้ยินเสียงเสี่ยวฉินถามอย่างโมโห “ไม่ว่าอย่างไร ก็ต้องทำตามมารยาทและพิธีการ จะมาซี้ซั้วทำตัวเป็นชาวบ้านร้านตลาดได้รึ”

“จะยกเรื่องมารยาทพิธีการมาอ้างกับข้าก็ให้มันน้อย ๆ หน่อย” กั้วเอ๋อพูดเสียงเข้ม “ตอนนี้ไฟลนก้นแล้วเจ้ายังจะมาวางท่านั้นท่านี้อยู่ได้ คนไม่รู้เรื่องจะนึกว่าสกุลสวีเป็นลูกหลานของขุนนางบรรดาศักดิ์ ก็แค่ตระกูลพ่อค้า มีเงินมากหน่อยก็เท่านั้น”

“เป็นพ่อค้าก็เป็นสุจริตชน แล้วก็ยังเป็นสุจริตชนที่มีเงิน” น้ำเสียงของเสี่ยวฉินฟังแล้วมีความดูแคลน “สกุลชุนเป็นครอบครัวทหารที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น นายท่านผู้เฒ่ายังทำงานอยู่ที่ว่าการอำเภอ ทายาทสกุลนี้ก็มีไม่ถึงห้าคน หากทายาทรุ่นหลังคิดอยากจะสอบเข้ารับราชการก็ยังเข้าสอบไม่ได้เลย สกุลสวีของเรายินดียกคุณหนูให้แต่งมาที่นี่นับว่าเป็นการลดตัวมากแล้ว[2]”

“หน็อย พูดราวกับว่าตัวเองดีเด่นเสียเต็มประดา ว่ากันตามจริง ก็เพราะฮูหยินของเจ้าหลงใหลในความหล่อเหลาของนายท่านของข้าต่างหากเล่า”

“เจ้าพูดอะไรของเจ้า เป็นคนไร้มารยาทยังกล้าพูดจาร้ายกาจอีกรึ เจ้านี่เป็นเด็กเป็นเล็กที่ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนเสียจริงๆ”

“ไร้มารยาทรึ เจ้ากล้าว่าข้าไร้มารยาท! ถ้าสกุลสวีมีมารยาททำตามขนบประเพณีจริง ๆ ฮูหยินของเจ้าก็คงไม่แต่งเข้าบ้านสกุลชุนของเราง่ายดายอย่างนี้ สวีเหล่าไท่ไท่ก็ไม่ต้องมาสอดเท้ายุ่งเกี่ยว เข้ามามีบทบาทในบ้านเราไปเสียทุกเรื่อง”

“หุบปาก!” ชุนถูหมีตวาดขัดจังหวะกั้วเอ๋อเสียก่อน นางเดินออกมาจากระเบียงทางเดินชั้นนอก เห็นประตูหน้าบ้านยังปิดอยู่ ก็ยังโล่งใจที่ไม่ต้องให้เพื่อนบ้านมาเห็นมาฟังเรื่องน่าอับอายเหล่านี้

“ปกติข้าดูไม่ออกเลยว่าพวกเจ้าแต่ละคนมากความสามารถกันเสียจริง ๆ ถึงกับกล้าพูดถึงเจ้านายตัวเองลับหลังอย่างสนุกปาก”

ชุนถูหมีกวาดสายตามองเสี่ยวฉินด้วยสายตาเย็นชา

“อะไรที่ว่าชาติกำเนิดเป็นทหาร เป็นสุจริตชน อะไรที่ว่าสกุลชุน--สกุลสวี อะไรที่ว่าลดตัว--ไม่ลดตัว เจ้าเป็นเพียงบ่าว กล้าพูดมากขนาดนี้เชียวรึ เจ้าติดตามเจ้านายผ่านประตูบ้านสกุลชุนเข้ามาก็ถือว่าเป็นคนของสกุลชุน หากตายก็กลายเป็นผีสกุลชุน ถ้าอยากจะถูกปล่อยตัวเป็นอิสระก็ต้องดูว่าสกุลชุนของเราจะพยักหน้าหรือไม่ ทำไม ตอนนี้คิดว่าเป็นคนสนิทของฮูหยินแล้วยังไม่พอ อยากจะเป็นเจ้านายบ้านนี้ด้วยอีกคนหรือ”

ไม่รู้ว่าเพราะสาวใช้ทั้งสองเป็นวัวสันหลังหวะกันอยู่แต่เดิมหรืออย่างไร พวกนางรู้สึกว่าใบหน้าเล็ก ๆ ที่ดูเคร่งเครียดของชุนถูหมีนั้นน่าเกรงขามจนพวกนางไม่อาจสบตาตรง ๆ

เสี่ยวฉินเกิดความคิดแวบขึ้นมาว่าตั้งแต่คุณหนูตกเขา สมองได้รับการกระทบกระเทือน นอนอยู่บนเตียงเป็นเวลานานสามเดือนเต็ม ๆ นิสัยใจคอของคุณหนูเปลี่ยนไปกลายเป็นคนละคน มีความแข็งกร้าวมากขึ้น จะทำให้นางขัดใจหรือจะพูดจาอย่างขอไปทีเหมือนอดีตที่ผ่านมาไม่ได้แล้ว

--------------------------------------------------------

[1] ซื่อเหอย่วน 四合院 เป็นรูปแบบบ้านที่สร้างออกมาดูแล้วเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เป็นลักษณะบ้านชนิดหนึ่งของคนจีนโบราณ ที่มักจะพบเห็นอยู่ทางภาคเหนือ

[2] เสี่ยวฉินพูดเชิงดูถูกตระกูลชุนเพราะในสมัยโบราณ การมีชาติกำเนิดทหารถูกกำหนดมาตายตัวเปลี่ยนแปลงไม่ได้ จึงดูต้อยต่ำในสายตาของชาวบ้านทั่วไป ยิ่งครอบครัวชุนเป็นนายทหารระดับล่าง ยศไม่สูง ยิ่งเป็นที่ดูถูกของตระกูลพ่อค้า เศรษฐีมีเงินในสมัยนั้น

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Gungkoy
ขอบคุณมากค่
เมื่อ 5 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Malee Saelee Chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว