ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-47 ข้าน้อยขอคัดค้าน

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

47 ข้าน้อยขอคัดค้าน

เหอะ... เป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงที่สุด

เห็นได้ว่าอีกฝ่ายไม่ต้องการให้เถ้าแก่เนี้ยฟางถูกตั้งข้อหาแค่ฆ่าคนโดยประมาท แต่ต้องการเอาผิดในข้อหาเจตนาฆ่าคนตาย ช่างมีความคิดและจิตใจที่เหี้ยมหาญสิ้นดี

ใครกันที่มีความแค้นกับเถ้าแก่เนี้ยฟาง?

แล้วเป็นความแค้นที่ใหญ่หลวงเพียงใดถึงกับต้องการให้นางรับโทษตาย

“ข้าแปลกใจจริงๆ ถ้าเป็นการเจตนาฆ่าคนแล้วทำไมถึงได้ทำต่อหน้าธารกำนัล ทำอยู่ในร้านของตัวเอง เถ้าแก่เนี้ยฟางไม่ใช่คนสติไม่ดีหรือโง่เขลา นางจะทำให้ตัวเองเดือดร้อนไปทำไม” ชุนถูหมีหัวเราะเบาๆ “นางไม่ต้องการทำมาค้าขายแล้วหรือเจ้าคะ”

“ไม่แน่ว่านี่จะเป็นความฉลาดของเถ้าแก่เนี้ยฟาง” ซุนซิ่วไฉหัวเราะกลับ “สถานที่ที่อันตรายที่สุดมมักจะเป็นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ทุกคนเองก็รู้กันอยู่ ที่นางทำเช่นนี้ก็เพราะต้องการหลอกให้คนอื่นสับสน คงไม่มีใครคิดว่านางจะกล้าหาญชาญชัยทำเรื่องโหดเหี้ยมอยู่ต่อหน้าชาวบ้านทั้งหลายภายในร้านของตัวเอง แต่นางหารู้ไม่ว่ากฎหมายนั้นศักดิ์สิทธิ์ พฤติกรรมและความคิดของนางไม่อาจรอดพ้นสายตาของกฎหมายไปได้”

“เถียงข้างๆ คูๆ อย่างนี้ท่านยังเถียงออกมาได้” ชุนถูหมีหัวเราะด้วยความอ่อนใจ “เพราะอะไรเถ้าแก่เนี้ยฟางจึงต้องทำเช่นนี้ ทำไมนางต้องเอาอนาคตของร้านหลินสุ่ยและการดำรงชีพต่อไปภายหน้ามาแลกกับชีวิตของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกันด้วย มีเหตุผลอะไร”

“เจ้าคงไม่รู้สินะ” ซุนซิ่วไฉหรี่ตาลงอย่างเจ้าเล่ห์ “เถ้าแก่เนี้ยฟางกับจ้าวเหล่าชีรู้จักกันมาก่อน จ้าวเหล่าชีเห็นเถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นคนงาม ชอบพูดจาแทะโลมนางอยู่หลายครั้ง เถ้าแก่เนี้ยฟางไม่ชอบ เกิดทะเลาะขึ้นมาใหญ่โต นางยังเคยประกาศว่าให้จ้าวเหล่าชีไปตายซะ เรื่องนี้ข้ามีพยานบุคคลด้วย”

ชุนถูหมีเห็นสีหน้าเป็นต่อของซุนซิ่วไฉแล้วก็พยายามทำจิตใจให้เยือกเย็น แม้จะใจหายวูบไปบ้างก็ตาม

นางไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน เถ้าแก่เนี้ยฟางก็ไม่เคยเล่าให้ฟัง จึงไม่มีการเตรียมตัวล่วงหน้ากับประเด็นนี้ ถ้าแย้งไปไม่ดีอาจทำให้ตัวเองเดินเข้าทางอีกฝ่าย

ความยุ่งยากของคดีนี้อยู่ที่ไม่ว่าจะเป็นโจทก์หรือจำเลย ก็ไม่มีใครมีหลักฐานชัดเจนที่พอจะนำมายืนยันความคิดของตัวเองได้ ส่วนทางการก็สืบอะไรไม่ได้ ถ้าเกิดลากไปจนถึงตอนท้าย คนที่จะเสียเปรียบก็คงเป็นเถ้าแก่เนี้ยฟาง เพราะในสมัยนี้ ให้ถือว่าจำเลยเป็นผู้มีความผิดไว้ก่อน ดังนั้น จำเลยจำเป็นต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าตัวเองไม่ผิด

พอชุนถูหมีได้ยินว่ามีหลักฐานใหม่ จึงเกิดความร้อนใจย้อนคิดไปถึงตอนชุนต้าซันถูกจับ ตอนนั้นนางได้สืบเรื่องเกี่ยวกับซุนซิ่วไฉมาบ้างเล็กน้อย แม้การใช้เรื่องนี้มาโต้แย้งจะดูส่อแววไปในการนำเรื่องส่วนตัวของอีกฝ่ายมาโจมตี แต่กับคนชั่วร้ายอย่างนี้ ถึงจะต้องใช้วิธีต่ำช้าก็ไม่รู้สึกผิดแต่อย่างใด ยิ่งอีกฝ่ายต้องการสร้างความวุ่นวายมากเท่าไรนางจะเพิ่มความวุ่นวายให้เขามากเป็นเท่าตัว

“ท่านจะบอกว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางมีแรงจูงใจในการฆ่าคนสินะ” นางถาม

“ถูกต้อง” ซุนซิ่วไฉพูดอย่างมั่นใจ

“ถ้ามีแรงจูงใจก็จะต้องมีผลลัพธ์ตามมางั้นหรือ แรงจูงใจกับผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นมีความเกี่ยวข้องกันแน่หรือ” นางย้อนถามกลับไป

ซุนซิ่วไฉตะลึง มองเด็กสาวที่ยิ้มราวกับดอกไม้แรกแย้มตรงหน้า จู่ๆ ก็เกิดลางสังหรณ์บางอย่าง

“ถ้างั้นข้าเคยได้ยินว่า...” ชุนถูหมีหัวเราะอย่างลำบากใจก่อนพูดต่อไปว่า “ท่านซุนเป็นผู้มีวาสนา มีภรรยาถึงสองคน ภรรยาหลวงของท่านแต่งกันตอนที่ยังตกทุกข์ได้ยาก แต่ภรรยาน้อยแต่งมาตอนที่ท่านร่ำรวยแล้ว แล้วภรรยาหลวงของท่านซุนเป็นหญิงสาวนิสัยแข็งกร้าว อีกทั้งคิดว่าตัวเองมีบุญคุณกับสามี นางจึงเคยถือมีดไล่ฟันท่านซุนไปไกลถึงสามถนน เพราะเรื่องที่ท่านรับภรรยาน้อย”

ซุนซิ่วไฉได้ยินแล้วก็หน้าแดงก่ำ เส้นเอ็นข้างขมับปูดโปนราวกับกำลังจะปริแตก

แต่ชุนถูหมีทำราวกับมองไม่เห็น ยังพูดจ้อยๆ ต่อไปว่า “ถึงตอนหลังนางจะไล่ตามทัน แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำอะไร สมกับเป็นภรรยาของท่านซุนจริงๆ รู้ว่ากฎหมายมิยอมให้ฆ่าคนส่งเดช แต่ต่อมานางยังประกาศไว้ว่าจะฆ่าท่านให้ได้ ตอนนั้นนางกัดฟันพูดด้วยความเคียดแค้น เรื่องนี้ข้าไม่ได้มีพยานแค่คนเดียว แต่คนที่อยู่สามถนนก็เห็นกันหมด ดังนั้นข้าเรียนถามสักหน่อยว่าฮูหยินซุนได้ฆ่าท่านตายหรือยัง ทุกคนก็รู้อยู่ว่าความเคียดแค้นของหญิงขี้หึง สามารถทำให้คนหวาดกลัวได้มากแค่ไหน ในขณะที่มีอารมณ์เคียดแค้นรุนแรงอย่างนั้น ยังไม่อาจทำให้นางลงมือฆ่าคนได้ แล้วเหตุใดแค่เรื่องที่จ้าวเหล่าชีพูดจาแทะโลม แต่ไม่ได้ทำอะไรให้เถ้าแก่เนี้ยฟางเสียหาย จะกลายเป็นเรื่องที่ทำให้เถ้าแก่เนี้ยฟางต้องฆ่าเขา นางเป็นหญิงแต่ต้องทำการค้า คิดว่าคงเจอคนไร้มารยาทมาไม่น้อย ถ้าเกิดนางคิดจะฆ่าคนที่แทะโลมนางจริงๆ ข้าคิดว่าคงมีศพกองกันเป็นภูเขาอยู่หน้าร้านหลินสุ่ยไปนานแล้ว”

“เจ้า... ข้า... เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เรื่องในบ้านของข้าจะเอามาเป็นข้ออ้างโต้แย้งไม่ได้” ซุนซิ่วไฉโมโหตัวสั่นเทิ้ม ท่าทางที่ดูเรียบร้อยเป็นผู้คงแก่เรียน ยามนี้กลายเป็นบัณฑิตขี้แพ้เท่านั้น

“ทุกเรื่องในใต้หล้าย่อมหนีไม่พ้นคำว่าเหตุผล” ชุนถูหมีพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างเป็นต่อ พูดเสียงดังว่า “ในเมื่อท่านใช้เหตุผลนี้มาอ้างว่าเป็นแรงจูงใจให้เถ้าแก่เนี้ยฟางฆ่าคน แล้วทำไมข้าจะนำเหตุผลเดียวกันนี้มาแย้งกับท่านไม่ได้ การที่อยากให้คนผู้หนึ่งไปตาย บอกว่าอยากจะฆ่าเขาตอนนั้น แล้วต่อไปจะต้องลงมือฆ่าคนผู้นั้นจริงหรือ ขอถามทุกท่านที่อยู่ในที่นี่ มีใครบ้างที่ไม่เคยอยากให้ใครบางคนหายสาบสูญไปด้วยความชิงชัง แล้วพวกท่านเคยลงมือฆ่าคนผู้นั้นจริงหรือไม่ ถ้าจะบอกว่าเป็นเรื่องตลก เถียงข้างๆ คูๆ ทั้งหมดก็เริ่มมาจากตัวท่านเองทั้งนั้น”

การโต้แย้งในศาลเริ่มดุเดือด ผู้คนที่มาฟังอยู่นอกพื้นที่พิจารณาคดีเริ่มวิจารณ์เรื่องนี้อย่างอดไม่อยู่ เกิดความโกลาหลวุ่นวาย คังเจิ้งหยวนเห็นจางหงถูนั่งนิ่งๆ ทำอะไรไม่ถูก ไม่มีปฏิกิริยาใดเลยก็กระแอมเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้นว่า “อยู่ในความสงบ“

จางหงถูตั้งสติได้จึงรีบตบแท่นไม้ติดๆ ก่อนเสียงจะเงียบลง

ซุนซิ่วไฉถูกชุนถูหมีโต้กลับจนกระวนกระวาย กลัวว่าเด็กสาวเจ้าเล่ห์คนนี้จะงัดเรื่องอะไรออกมาอีกจึงรีบเดินขึ้นหน้าก้าวหนึ่ง ร้องว่า “ใต้เท้าทั้งหลาย เดิมทีนี่เป็นการพิจารณาถึงคดีที่เถ้าแก่เนี้ยฟางปรุงน้ำแกงปลาจนมีคนกินแล้วเสียชีวิตว่ามีเจตนาหรือไม่ ถ้าหากนางเจตนาก็มีความเป็นไปได้ที่จะตั้งใจฆ่าคน การพิสูจน์ความจริงข้อนี้ทำได้แค่เถ้าแก่เนี้ยฟางบอกถึงวิธีการทำและวัตถุดิบที่ใช้ทำออกมา แล้วค่อยให้ผู้ชำนาญในการทำน้ำแกงปลามาศึกษาดู เราก็จะรู้ได้เอง”

“คือว่า...” จางหงถูมองไปยังหันอู๋เวยและคังเจิ้งหยวน

ชุนถูหมีนิ่วหน้า ทำเป็นเดินไปใกล้เถ้าแก่เนี้ยฟางอย่างแนบเนียน นางบังอยู่ตรงหน้าอย่างตั้งใจ เถ้าแก่เนี้ยฟางเห็นแล้วก็เข้าใจ ก้มหน้ากระซิบว่า “มีร้านฝูอวิ้นในอำเภอเราที่พยายามเลียนแบบการทำน้ำแกงปลาฟูหรงของข้ามานานแล้วแต่ก็ทำไม่สำเร็จเสียที เมื่อครู่เหมือนจะเห็นพ่อครัวใหญ่ของร้านยืนอยู่ข้างนอก”

ที่แท้ยังมีจุดประสงค์อย่างอื่นแอบแฝง เป็นคนละโมบไม่รู้จักพอจริงๆ

ชุนถูหมีหรี่ตา ก้าวขึ้นไปข้างหน้าอย่างรีบร้อน นางหลุดคำพูดในยุคปัจจุบันออกมาโดยไม่ทันคิดว่า “ข้าน้อยขอคัดค้าน”

คังเจิ้งหยวนยิ้มอย่างสงสัย ถามว่า “จะคัดค้านอะไร”

“ข้าน้อยขอปฏิเสธการพิสูจน์ข้อเท็จจริงด้วยวิธีนี้” ชุนถูหมีพูดชัดเจน “สูตรลับนับเป็นทรัพย์สมบัติของคนผู้นั้น และจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองจากกฎหมาย ถ้าต้องให้เปิดเผยสูตรลับเนื่องจากการสืบคดีก็จำเป็นต้องดำเนินการอยู่ในสถานที่ที่เป็นความลับ และต้องเก็บความลับเอาไว้ให้ได้ อีกทั้งผู้รับผิดชอบในการพิสูจน์ขั้นตอนนี้จะต้องรับรองว่าจะไม่ทำน้ำแกงปลาชนิดนี้ออกมาต่อไปภายหน้า ไม่เช่นนั้นเท่ากับเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด” นี่เรียกว่ากฎหมายลิขสิทธิ์ซึ่งคนโบราณไม่เข้าใจ

วิธีการพูดของชุนถูหมีเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับผู้คนที่อยู่ในศาลอย่างยิ่ง คังเจิ้งหยวนและหันอู๋เวยลอบสบตากัน แสดงความสนใจให้เห็นเต็มเปี่ยม

ชุนถูหมีตีเหล็กตอนยังร้อน พูดต่อไปว่า “ใต้เท้าทั้งหลายคงยังไม่ทราบว่าร้านหลินสุ่ยและร้านฝูอวิ้นในอำเภอเราเป็นคู่แข่งกัน หลายปีมานี้ร้านฝูอวิ้นเลียนแบบการทำน้ำแกงปลาฟูหรงอย่างไรก็ทำไม่ได้สักที เมื่อครู่ท่านซุนพูดขึ้นมาเช่นนี้ ข้าก็เห็นพ่อครัวใหญ่ของร้านฝูอวิ้น ‘บังเอิญ’ มายืนดูการพิจารณาคดีอยู่ด้านนอกพอดี ถ้าเกิดใต้เท้ารับปาก เกรงว่าพ่อครัวใหญ่คงจะรับอาสามาช่วยพิสูจน์ขั้นตอน เพราะว่าเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ แล้วถึงตอนนั้นสูตรลับอาหารจานเด็ดของร้านหลินสุ่ยก็จะตกอยู่ในมือของร้านฝูอวิ้นโดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียเงินแม้แต่แดงเดียว แหม... ท่านซุนนี่แผนการล้ำลึก คงรับอั่งเปามาไม่น้อยสินะ”

เหอะ มาถึงตอนนี้นางเข้าใจแล้วว่าขั้นตอนในการขึ้นศาลของยุคโบราณนั้นมีปัญหา การควบคุมผู้โต้แย้งของทั้งสองฝ่ายมีอยู่น้อยมาก ดังนั้น ถ้านางจะพูดจาเยาะเย้ย ถากถาง ตีวัวกระทบคราด หรือจะขุดกับดักล่ออีกฝ่ายก็ทำได้ตามสบาย

ซึ่งก็ดีทีเดียว!

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว