ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-18 ผู้เฝ้ามอง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

18 ผู้เฝ้ามอง

เมื่อความจริงอยู่ตรงหน้า ไม่ว่าจะเป็นแผนการล้ำลึกหรือความคิดที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนเพียงใดก็จะปรากฏตัวขึ้น แสดงให้เห็นถึงความอัปลักษณ์ของมันอย่างชัดเจน นับประสาอะไรกับคดีนี้ที่มีข้อพิรุธมากมาย แม้แต่คนเลอะเทอะอย่างจางหงถูยังเข้าใจได้

ชุนถูหมีมองดูจางอู่เหนียงและหลี่เอ้อสาดโคลนใส่กันเองแล้วก็รู้สึกสะใจยิ่งนัก พอนางเห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความตื้นตันและยินดีของชุนต้าซันแล้วก็รู้สึกสบายใจ

นางช่วยบิดาได้แล้ว นางชอบความรู้สึกที่ได้ยืนอยู่ในศาลจริง ๆ

นี่คือที่ของนาง!

ทว่าระหว่างนั้นเอง นางเห็นสายตาขอความช่วยเหลือของจางอู่เหนียงมองไปยังฝูงชนที่อยู่นอกบริเวณพิจาณาคดี จึงรีบหันหน้ามองตามไป แต่นางเห็นเพียงใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นของผู้คนที่มาฟังการพิจารณาคดีอยู่ข้างนอก ไม่เห็นใครที่นางจะต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษสักคน

ชุนถูหมีถึงกับนิ่วหน้า

นางชนะคดีนี้ ถึงพี่เสี่ยวจิ่วจะเร่งรีบพาพยานมาให้ทันเวลาอีกหลายคนก็ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว แม้จางหงถูจะเลอะเทอะแค่ไหนก็ไม่มีทางตัดสินว่าชุนต้าซันมีความผิด อย่างมากก็ขังเขาเอาไว้อีกหนึ่งวัน พอถึงวันที่ไต่สวนครั้งที่สาม ให้บันทึกปากคำของพยานที่นางหามาได้ จากนั้นก็อ่านคำพิพากษา

แต่ในความเป็นจริง ชุนถูหมีกลับรู้สึกว่าคดีนี้ยังไม่จบ อย่างน้อย ยังเหลือปลายหางที่ไม่ได้เก็บกวาดให้สะอาด

เป็นเพราะว่าจางอู่เหนียงจ้างวานลี่เอ้อเป็นเงินสิบตำลึงเพื่อให้ร้ายชุนต้าซัน เมื่อคิดถึงแม่หม้ายที่ไม่มีอาชีพเป็นหลักเป็นแหล่ง จะใช้เงินจำนวนมากเพื่อให้ร้ายคนที่ไม่รู้จักไปทำไม ถ้าจะบอกว่านางหลงใหลในความเป็นหนุ่มรูปงามของชุนต้าซัน แล้วเกิดความรู้สึกจากความรักกลายเป็นความแค้นจนต้องหาทางให้ร้ายเขาเช่นนี้ก็เหมือนจะไม่ถูกต้อง ดูเป็นคนโรคจิตเกินไป

อีกอย่างหนึ่ง นางได้ลอบสังเกตดูท่าทีของจางอู่เหนียง สายตาที่จางอู่เหนียงมองชุนต้าซันนั้นไม่มีความรักใคร่ชอบพอใด ๆ ไม่มีแม้แต่ความรู้สึกสับสน

สรุปว่ายังไม่อาจหาตัวคนบงการเบื้องหลังออกมาได้ ยังมีอันตรายที่มองไม่เห็นแฝงตัวอยู่

คนผู้นั้นทุ่มเทแรงกายแรงใจลงไปมาก แสดงว่าคงไม่ต้องการปล่อยชุนต้าซันไปง่าย ๆ แต่ตอนนี้จางหงถูดูอารมณ์ไม่ค่อยดี ชุนถูหมีจำเป็นต้องยุติเรื่องเอาไว้เพียงแค่นี้ หากจะพูดถึงข้อสงสัย หรือยกเรื่องมาพูดมากไปกว่านี้อาจสร้างความยุ่งยากขึ้นมาแทน

ตอนนี้นางคงต้องกลับบ้านแล้วค่อยไปซักถามท่านพ่ออย่างละเอียด ดูว่าเขาไปทำอะไรผิดใจใครอยู่ข้างนอก หรือว่าเขามีความเกี่ยวข้องอะไรกับจางอู่เหนียงมาก่อนหน้านี้แล้วลืมไปแล้วหรือเปล่า

เรื่องเล็ก ๆ ที่ดูไม่สลักสำคัญก็อาจบ่มเพาะตัวเองจนกลายเป็นความหายนะที่ยิ่งใหญ่ได้

ในรายละเอียดเล็กน้อยมักมีปีศาจชั่วร้ายแฝงกายอยู่เสมอ

นี่เป็นประสบการณ์อันมีค่าที่สุดที่นางได้มาจากชีวิตการเป็นทนายมาหลายปีในชาติที่แล้ว ต่อไปนางจะต้องหาทางป้องกัน ระมัดระวังตัวให้ดีกว่านี้ เพื่อมิให้ตกหลุมพรางหรือเข้าทางคนอื่น

จางหงถูประกาศเลิกศาลอย่างที่ชุนถูหมีคาดไว้ เขาบอกว่าจะอ่านคำพิพากษาในการขึ้นศาลครั้งที่สาม อันเป็นเวลาทำงานช่วงบ่ายของวันมะรืน ชุนต้าซันบอกลาลูกสาวอย่างอาลัยอาวรณ์ จางอู่เหนียงและหลี่เอ้อถูกมือปราบลากตัวออกไป ผู้คนที่มุงดูอยู่ด้านนอกทยอยเดินออกไปอย่างเสียดาย เหลือแต่คนที่จะต้องอยู่รอการไต่สวนของคดีต่อไปเท่านั้น

ตอนนี้พวกเขานำคดีที่เพิ่งมีการไต่สวนเมื่อครู่นี้มาวิพากษ์วิจารณ์ราวกับเป็นเรื่องเล่าที่ได้ฟังจากนักเล่านิทาน คิดว่าในสองสามวันนี้คนทั่วอำเภอฟ่านหยางจะต้องพูดถึงเรื่อง

ลูกสาวสกุลชุนขึ้นศาลช่วยพ่อ ซ้ำสามารถพลิกคดีจากดำเป็นขาว

ในฐานะทนาย ชุนถูหมีมีความสุขกับความสำเร็จครั้งนี้อย่างยิ่ง แต่ถ้าในฐานะของคนที่ย้อนเวลามา นางกลัวเหลือเกินว่ามันจะนำความยุ่งยากมาให้ภายหลัง ในขณะที่นางขึ้นรถม้าด้วยความกังวล เดินทางออกไปจากที่ว่าการอำเภอพร้อมกับพี่เสี่ยวจิ่วและกั้วเอ๋อที่กำลังดีใจอย่างที่สุดนั้น ประตูด้านข้างของที่ว่าการอำเภอพลันเผยร่างชายหนุ่มสองคน

พวกเขายังหนุ่มแน่น จากหน้าตาท่าทางคงมีอายุอยู่ประมาณยี่สิบต้นๆ คนหนึ่งสวมชุดทหารที่ดูไม่สะดุดตา อีกคนสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีเทาตัดจากผ้าเนื้อหยาบ ทั้งคู่พยายามทำตัวไม่เป็นที่สะดุดตาใคร ๆ แต่กระนั้นก็ยังไม่อาจปิดบังรัศมีที่เปล่งประกายออกมาจากร่างได้ คำพูดที่ว่า ‘สำเนียงส่อภาษากิริยาส่อสกุล’ นั้นหมายถึงบุคลิกของเหล่าลูกผู้ดีมีตระกูลที่มีอำนาจอยู่ในมือ มิได้พูดถึงผู้มีอำนาจที่เป็นสามัญชนคนธรรมดา

“นังหนูนี่น่าสนใจ” ชายที่สวมเครื่องแบบทหารพูดกลั้วหัวเราะ

เขามีรูปร่างสูงใหญ่ บึกบึน ราวกับใต้ผิวกายสีเปลือกข้าวนี้มีพละกำลังไหลวนอย่างไม่ขาดสาย ใบหน้าคมเข้มดูดุดันสมชายชาติทหาร เขาสวมผ้าคาดศีรษะแบบที่ทหารทั่วไปนิยมคาดเป็นแถบยาว ทว่ากลับส่งผลให้เรียวคิ้วที่ยาวจรดขมับของเขาน่าดูยิ่งขึ้น

เขามีจมูกที่โด่งเป็นสัน ดวงตาเปล่งประกายสดใสประดุจแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า

ไม่ใช่สิ ควรจะบอกว่า เขายืนอยู่ที่ไหนตรงนั้นก็ราวกับมีแสงสว่างพร่างพรายออกมา

เขายืนอย่างเปิดเผย แผ่กลิ่นอายหยิ่งทะนงและมั่นใจในตัวเองออกมาเต็มเปี่ยม ทว่าบุคลิกแบบนี้กลับไม่สร้างความรู้สึกน่ารำคาญหรือไม่พอใจให้กับผู้พบเห็น ราวกับว่าสิ่งเหล่านี้ติดตัวเขามาตั้งแต่กำเนิด

“ชวนท่านมาดูการไต่สวนคดี ท่านยังบอกว่าจะไม่มา เป็นอย่างไรล่ะ ถ้าเกิดไม่มาครั้งนี้ก็คงพลาดการว่าความที่น่าตื่นเต้นไปเสียแล้ว” ชายอีกคนต่อว่าพร้อมกับเสียงหัวเราะ “อย่าเอาแต่จ้องแม่นางน้อยอย่างนั้นสิ”

ชายผู้พูดถือได้ว่ามีรูปร่างสันทัด รูปร่างค่อนข้างสูงโปร่ง ผิวกายขาวซีด เครื่องหน้าดูอ่อนละมุน ลักษณะการพูดจาก็แช่มช้าราวกับกำลังพูดไปยิ้มไป

ไม่ว่าใครที่ยืนอยู่ข้างนายทหารหน้าเข้มคนนี้มักจะถูกมองข้ามเสมอ แต่ชายร่างสูงกลับไม่ใช่

ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็เต็มไปด้วยความนุ่มนวลงามสง่า ถึงแม้ฟ้าจะถล่มภูเขาจะพลิกด้าน เขาก็คงทำท่าราวกับปัดเศษดินออกไปเฉย ๆ กิริยาที่ดูเนิบนาบของเขาทำให้เจ้าของร่างดูบอบบางอ่อนแอ ให้ความรู้สึกราวกับมีคนป่วยปวกเปียกมายืนอยู่ใกล้ๆ แต่กลับเป็นคนป่วยที่น่ามองอย่างประหลาด

เขาดูเหมือนหยกเนื้อดีที่บอบบางเย็นชืด แต่ก็ยังมีความอุ่นร้อนแฝงอยู่ในเบื้องลึก

“เจ้าไม่คิดหรือว่า แท้จริงแล้วคดีนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจเลยนอกจากนังหนูคนนั้น” ทหารรูปหล่อพูด “คิดไม่ถึงว่าลูกน้องที่เป็นเพียงทหารระดับล่างของข้าจะสามารถอบรมลูกสาวออกมาได้อย่างน่าทึ่ง เสี่ยวเจิ้ง พวกเราขึ้นเหนือล่องใต้ร่วมกันมาตั้งแต่เล็ก เคยเห็นผู้หญิงมาก็ไม่น้อย เจ้าว่าเราเคยเจอคนแบบนี้มาก่อนหรือไม่ อืม...เหมือนจะไม่นะ นางพูดถึงกฎหมายต้าถังของเราได้เป็นฉากๆ ดูเหมือนจะชำนาญเรื่องเหล่านี้มากกว่าผู้ช่วยต้าหลี่ซื่ออย่างเจ้าเสียอีก”

ชายหนุ่มที่ถูกเรียกขานว่าเสี่ยวเจิ้งยิ้มน้อย ๆ พร้อมกับส่ายหน้า “ไม่เคยเจอมาก่อน เด็กผู้หญิงคนหนึ่งใช้กฎหมายมาคุกคามพยานได้อย่างร้ายกาจแม่นยำ เห็นเลือดทุกครั้งที่แทง เห็นเนื้อทุกครั้งที่กัด แล้วนางยังพูดหน้าตาเฉยอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าคงจะเป็นคนที่มีจิตใจเข้มแข็งอย่างยิ่ง”

“คงใจดำพอตัวนั่นแหละ” ทหารรูปหล่อหัวเราะเสียงดัง เห็นได้ว่าถูกใจ “ไม่ได้ ไม่ได้ ข้าต้องรีบกลับไปที่จวน หาเอกสารเกี่ยวกับชุนต้าซันคนนี้มาดูให้ดี ๆ คนที่ปลุกปั้นลูกสาวออกมาร้ายกาจอย่างนี้ได้ไม่แน่ว่าจะเป็นคนที่คมในฝัก จะให้ชาติกำเนิดของเขามาเป็นอุปสรรคจนต้องดักดานอยู่ในกองทัพแบบนี้ไม่ได้ ฮ่องเต้ทรงตรัสเสมอว่าอย่าได้ถามถึงชาติกำเนิดของวีรบุรุษ ทรงยินดีที่จะยกเว้นกฏเกณฑ์เลื่อนตำแหน่งให้ถ้าเกิดเจอคนที่มีความสามารถจริง ๆ”

“จะใจร้อนไปไย ไปกินข้าวก่อนแล้วค่อยว่ากัน พี่บอกเองไม่ใช่หรือว่าร้านหลินสุ่ยมีอาหารรสเลิศที่เมืองฉางอันหากินไม่ได้”

“เจ้านี่มันขุนนางจากเมืองหลวงแท้ ๆ ทำไมถึงต้องให้แม่ทัพที่ไม่เคยรับเงินสินบนสักอีแปะอย่างข้ามาเลี้ยงข้าวเจ้าด้วย บอกก่อนนะคังเจิ้งหยวน ญาติก็ส่วนญาติ เงินก็ต้องแยกกันให้ชัดเจน ข้าแค่แนะนำอาหารการกิน สภาพแวดล้อมที่นี่ให้เจ้า แต่เงินเจ้าต้องเป็นคนออก”

“หันอู๋เวย พี่นี่มันน่าไม่อายแท้ ๆ” คังเจิ้งหยวน ผู้ช่วยต้าหลี่ซื่อตบไหล่ทหารหนุ่มรูปงาม “ข้าเป็นขุนนางขั้นหกชั้นโทระดับบน ส่วนพี่เป็นถึงผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพ เป็นขุนนางขั้นสี่ชั้นโทระดับล่าง ทหารทั้งกองทัพของอำเภอฟ่านหยางมีพี่คนเดียวที่ตำแหน่งใหญ่ที่สุด ที่นี่เป็นเขตอิทธิพลของพี่ ยังต้องให้ข้าเป็นคนออกเงินในเขตของพี่ด้วยหรือ”

“ถึงเจ้าจะมีตำแหน่งเล็กกว่าข้าอยู่สองสามขั้น” ผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพกะพริบตาแล้วมองอีกฝ่าย “ทว่ากลับรับหน้าที่เป็นถึงผู้ตรวจการฝ่ายราชทัณฑ์ทั่วเขตโยวโจว ถือว่าเป็นผู้กระทำหน้าที่แทนฝ่าบาท โยวโจวเป็นเมืองใหญ่ ไม่ว่าจะขุนนางน้อยใหญ่ มีใครที่ไหนไม่ประจบเจ้าบ้าง” พูดไปก็ใช้ข้อศอกถองเข้าที่ร่างของคังเจิ้งหยวน “เจ้าคงได้มาไม่น้อยสินะ อย่างไรก็หัดจ่ายให้พี่ชายที่เป็นทหารจน ๆ คนนี้บ้าง อย่ามาทำขี้เหนียวหน่อยเลย”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย sk125
ลำ้ลึกมาก คนโง่แบบเราคงไม่คิดเยอะขนาดนี้
เมื่อ 2 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Taneya
นึกว่าอวสานของคดีแล้ว...มีซับซ้อนซ่อนเงื่อน...น่าติดตาม
เมื่อ 5 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว