ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-167 ว่าความคดีผูกคอตาย (เหมือนว่าปลายบท 164 จะซ้ำกับต้นบท 165 บทนี้ฟรีชดเชยให้นะครับ)

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

167 ว่าความคดีผูกคอตาย (เหมือนว่าปลายบท 164 จะซ้ำกับต้นบท 165 บทนี้ฟรีชดเชยให้นะครับ)

มโนธรรมในใจของชุนถูหมีมีความยืดหยุ่น

ถ้าใช้กับคนร้าย นางไม่สนใจเรื่องหลักการความเป็นคนหรือคุณธรรมจริยธรรมอะไร จะให้ทำเรื่องต่ำช้าไร้ยางอายนางก็ทำได้เหมือนคนใจดำอำมหิต เรื่องนี้นางคิดว่าสองสามีภรรยาแซ่เฝิงพูดความจริง เพราะสัมผัสที่หกบอกนางว่าเฝิงจิงไม่ได้โกหก แต่เพื่อความมั่นใจนางจะให้ต้าเหมิงและอีเตาไปสืบอีกที

เย็นวันนั้น อีเตามารายงานข่าว เรื่องแรกเขาคลาดกับอันธพาลสามคนนั้นอย่างคาดไม่ถึง เขารู้สึกละอายใจยิ่งนัก เรื่องที่สอง เฝิงจิง

ไม่ได้พูดโกหก หลานชายห่างๆ คนนี้ได้รับการช่วยเหลือเรื่องเงินทองจากเขาอยู่เสมอ ไม่นานมานี้หลานชายคนนี้ไปติดการพนัน ติดเงินที่บ่อนเป็นจำนวนห้าร้อยตำลึง รวมถึงค้างค่าเช่าบ้านที่อยู่ทางเหนือของแม่น้ำ

ลั่วเหอ

เมื่อวานถึงกำหนดชำระหนี้ หลานชายสกุลเฝิงยังไม่ทันได้คืนเงินก็หายตัวไปไหนไม่รู้ ส่วนสองสามีภรรยาคิดจะขายบ้านทิ้งก็เพราะต้องการหนีจากการตามรังควานของหลานชายที่มาหาเรื่องทุกวัน

พวกเขาคิดจะไปอยู่กับลูกชายให้เร็วที่สุด หลายวันมานี้ยังไปอยู่ที่บ้านเช่าที่หลานชายคนนี้ไม่รู้จัก

“ไอ้คนไม่เอาถ่าน!” ชุนถูหมีถึงกับอดไม่อยู่

เรื่องที่เจอในชุมชนหรงเย่ ชุนต้าซันและชุนถูหมีไม่ได้ปิดบัง

ชุนชิงหยาง แม้รู้ว่าถ้าพูดไปแล้วชุนชิงหยางจะอดห่วงไม่ได้ แต่คนในครอบครัวเดียวกันย่อมมีความรู้สึกที่ฉับไว ดังนั้นถ้ามีเรื่องอะไรก็พูดกันตรงๆ จะได้ไม่ต้องมานั่งเดากันเอง ดีไม่ดีจะเข้าใจผิดกันได้ง่ายๆ

อีกอย่างเรื่องที่ชุนถูหมีจะขึ้นศาลอีกครั้ง ก็ต้องบอกชุนชิงหยางให้เตรียมตัวเตรียมใจเอาไว้ล่วงหน้า เดิมทีชุนชิงหยางฟังแล้วก็รู้สึกกังวลใจ แต่พอชุนถูหมีพูดทำนองว่าเป็นการช่วยชีวิตคน ชุนชิงหยางที่เป็นคนมีเมตตาจึงยอมรับปากอย่างไม่ค่อยเต็มใจนัก ความจริงชุนถูหมีไม่ได้พูดโกหก ถ้าเรื่องของสกุลเฝิงไม่ถูกแก้ไขโดยเร็ว เฝิงจิงคงยังไม่เท่าไร

แต่ฮูหยินของเขาเป็นไปได้ว่าจะแค้นใจตายเสียก่อน

เช้าวันรุ่งขึ้นขณะที่คนสกุลชุนกำลังล้อมวงกินอาหารเช้ากันอยู่ บ่าวรับใช้ของสกุลเฝิงคนนั้นก็มาถึง พอเห็นชุนถูหมีก็ถลาเข้ามาคุกเข่าโขกศีรษะดังตึงๆ “คุณหนูชุน โปรดช่วยนายท่านกับฮูหยินของข้าด้วยขอรับ!”

ชุนถูหมีและครอบครัวนั่งกินข้าวอยู่ที่ห้องโถงด้านล่าง จึงมีคนเข้าๆ ออกๆ อยู่มาก พอพูดเช่นนี้เสียงก็ดังไปทั่วห้องโถง ชุนชิงหยางกับชุนต้าซันดูไม่สบายใจขึ้นมาทันที แต่ชุนถูหมีกลับแอบดีใจ

ชุนชิงหยางไม่เคยเห็นหลานสาวขึ้นศาลว่าความมาก่อนจึงตัดสินใจตามไปดูด้วย

ดังนั้นเขาจึงทิ้งให้ลุงโจวเฝ้าของที่โรงเตี๊ยมคนเดียว คนที่เหลือก็ตามบ่าวรับใช้สกุลเฝิงไปกันหมด ตอนแรกที่ชุนชิงหยางเห็นหลานสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าบุรุษคอป้ายสีเขียวต้นหอม สวมหมวกผ้าสีดำ รองเท้าผ้าสีเขียวอมดำอย่างบัณฑิตก็ยังประหลาดใจ ว่าทำไมหลานสาวถึงเปลี่ยนมาใส่ชุดบุรุษ แต่เพราะสังคมสมัยนี้ หญิงสาวที่แต่งตัวเป็นผู้ชายก็มีให้เห็นมากมายเป็นเรื่องปกติ จึงไม่ได้ใส่ใจ พอมาถึงตอนนี้จึงได้เข้าใจแล้วว่า หลานสาวกำลังรอให้คนมาหาเพื่อตามให้นางไปขึ้นศาล

เด็กคนนี้ทำไมถึงชอบเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายถึงขนาดนี้ มัน

น่ากลุ้มใจจริง!

ถึงคดีนี้จะมีคนตาย แต่เป็นคดีเล็กๆ เรื่องจึงไปไม่ถึงที่ว่าการมณฑลเหอหนาน ให้ทางอำเภอเมืองลั่วหยางรับผิดชอบไต่สวนก็พอแล้ว ตอนที่ชุนถูหมีมาถึงที่ว่าการอำเภอสองสามีภรรยาสกุลเฝิงก็คุกเข่าอยู่ในศาลแล้ว ด้านหนึ่งเป็นศพหลานชายห่างๆ ของพวกเขาที่มีผ้าขาวปิด

เอาไว้กันอุจาดตา มีมือปราบยืนประจำที่อยู่สองข้าง นายอำเภอลั่วหยางที่ชื่อ ‘โต้วฝู’ นั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วเช่นกัน

ชุนถูหมีมองเฝิงจิงแวบหนึ่งด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

สีหน้าของเฝิงจิงซีดขาว แต่เมื่อผ่านการทำใจมาตลอดทั้งคืน ตอนนี้

ทั้งเขาและฮูหยินต่างสงบเยือกเย็นลงมาก อาศัยจังหวะที่ปาดเหงื่อบนหน้าผากพยักหน้าให้กับชุนถูหมีอย่างรวดเร็ว

ชุนถูหมีเห็นแล้วก็วางใจ ขอเพียงเฝิงจิงไม่แสดงพิรุธอะไรออกมา นางมีความสามารถช่วยสองสามีภรรยาให้ถูกปล่อยตัวได้โดยไม่ถูกตั้งข้อหาใดๆ ในวันนี้ แม้เป็นการสร้างหลักฐานเท็จ แต่การจัดการกับ

คนชั่วต้องใช้วิธีที่ชั่วกว่าคนผู้นั้นถึงจะได้ผล วิธีที่นางใช้ไม่ทำร้าย

คนบริสุทธิ์ ดังนั้นเมื่อลงมือทำจึงไม่รู้สึกกดดันแต่อย่างใด

ชุนชิงหยาง เสี่ยวฟ่ง และกั้วเอ๋อเป็นคนมาดูการพิจารณาคดี

ดังนั้นต้องยืนอยู่นอกศาล ส่วนชุนต้าซันและชุนถูหมีเข้ามาข้างใน

ชุนต้าซันไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดหรือเป็นคู่กรณี และยังเป็นขุนนางฝ่ายบู๊จึงไม่ต้องคุกเข่า ส่วนชุนถูหมีหนีไม่พ้นธรรมเนียมปฏิบัตินี้

หลังจากบอกชื่อแซ่เป็นที่เรียบร้อย นายอำเภอโต้วถามเฝิงจิง “เจ้าบอกว่าสองพ่อลูกสกุลชุนเป็นพยานของเจ้าจริงหรือไม่”

เฝิงจิงพยักหน้าให้อย่างเลื่อนลอย เขาทำตามที่ชุนถูหมีบอก

ทุกอย่างแล้ว จากนี้ต่อไปจะเป็นอย่างไรเขาไม่อาจรู้ได้ ตั้งแต่เกิดเรื่องขึ้น เขาก็หวาดกลัว ในหัวเต็มไปด้วยความสับสน เขาร่ำเรียนเขียนอ่านมาตลอดชีวิต ได้รับการอบรมสั่งสอนตามแนวทางของปัญญาชน แต่พอเจอเหตุเดือดร้อนก็หาทางออกไม่ได้กลับทำตามคำสั่งของเด็กสาวคนหนึ่งอย่างไม่มีข้อแม้ ราวกับถูกคนป้ายยาอย่างไรอย่างนั้น

นายอำเภอโต้วเห็นเฝิงจิงยอมรับจึงถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ชุนถูหมีได้นัดแนะกับเขามาก่อนหน้านี้แล้ว สองพ่อลูก

สกุลชุนตอบคำถามอย่างสงบเยือกเย็น ถึงแม้จะถามไปถามมาถึง

สามครั้งก็ยังไม่มีข้อความที่ขัดแย้งกันแต่อย่างใด สุดท้ายนายอำเภอจึงเรียกนายหน้ามาซักถามอีกทีดูว่าจะมีพิรุธอะไรบ้าง

คราวนี้นายอำเภอโต้วเริ่มกลุ้มใจ หรือนี่จะเป็นคดีที่หาตัว

ผู้กระทำผิดไม่ได้ แม้ผู้ตายไม่มีญาติสนิทที่ไหน แต่ถ้าเกิดมีคนคิดจะนำเรื่องนี้ขึ้นมาก่อความวุ่นวายภายหลัง เขาก็ไม่รู้จะให้คำตอบอย่างไร

ดังนั้น...

“ให้คุมตัวผู้เกี่ยวข้องไว้ก่อน ข้าจำเป็นต้องให้คนไปสืบเรื่องนี้อย่างละเอียด” เขาตบโต๊ะดังปังจากนั้นหันไปหาเฝิงจิง “ทว่าคดีนี้เป็นการแขวนคอตายอยู่หน้าบ้านของเจ้า แม้ไม่รู้ว่าคนตายได้กุญแจมาจากไหนก็จริง แต่ก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าอยู่ดี น่าสงสัยว่าเจ้าอาจจะบีบคั้นจน

อีกฝ่ายต้องฆ่าตัวตาย ดังนั้นจำเป็นต้องคุมตัวเอาไว้ก่อน ถ้าเกิดเจ้าบริสุทธิ์ วันที่ไต่สวนคดีก็จะคืนความเป็นธรรมให้เจ้า!”

เฝิงจิงได้ยินแล้วก็ร้อนใจขึ้นมาทันที

การคุมตัวก็คือกักขัง ต้องถูกจับขังอยู่ในคุก ถึงอยู่ในคุกที่มีสภาพดีหน่อยอย่างไรก็อยู่ในคุก ยังไม่พูดถึงการถูกจับขังคุกว่าน่ากลัวแค่ไหน จะอยู่ครึ่งปีหนึ่งปีก็อยู่ในนี้ แปดปีสิบปีก็ยังอยู่ในนี้ เหมือนไม่เห็น

ความหวังใดๆ ถึงจะมีการไต่สวนในเวลาอันรวดเร็วก็จริงอยู่ แต่การที่เขาเคยอยู่ในคุกมาก่อน อาจจะส่งผลถึงหน้าที่การงานของลูกชาย

เมื่อคิดเช่นนี้เขาก็เริ่มคุมสติไม่อยู่ ยังไม่ทันตะโกนร้องขอความเป็นธรรม เสียงกังวานใสของชุนถูหมีดังขึ้นเสียก่อน ในตอนนั้นเองเหมือนมีน้ำใสไหลเย็นไปทั่วร่างจนความกลัดกลุ้มร้อนใจมอดดับไป ไม่รู้ว่าทำไมเด็กสาวสกุลชุนที่เขาเคยเจอหน้าแค่ครั้งสองครั้งกลับทำให้เขามีความเชื่อมั่นและยอมรับได้ถึงเพียงนี้ บางทีอาจเป็นเพราะความสุขุมเยือกเย็นที่แตกต่างจากเด็กสาววัยเดียวกันของนาง ถ้าเกิดเป็นชาวบ้านธรรมดาเมื่อเจอเรื่องคดีความย่อมตื่นตระหนกตกใจ เมื่อนางมีท่าทีสงบนิ่งย่อมทำให้ผู้พบเห็นเกิดความมั่นใจตามไปด้วย

“ใต้เท้า ข้าน้อยมีเรื่องอยากจะกล่าวเจ้าค่ะ” เสียงของชุนถูหมีราบเรียบ ไม่ติดขัด

นายอำเภอโต้วเริ่มหงุดหงิดใจ แต่เพราะเห็นแก่ชุนต้าซันที่เป็นนายทหารในกองทัพ ไม่กล้าทำอะไรล่วงเกิน จึงถามอย่างอดกลั้นว่า

“ลุกขึ้นมาพูด”

“ขอบคุณใต้เท้า” ชุนถูหมีลุกขึ้นยืน แต่เพราะคุกเข่าอยู่นานทำให้ขาชา พอลุกขึ้นยืนก็สะดุดไปข้างหน้าเล็กน้อย ยังดีที่ชุนต้าซันประคองตัวเอาไว้ทัน เมื่อเห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใยของบิดาทำให้

ชุนถูหมีละอายใจอยู่บ้าง แต่มีเรื่องบางเรื่องที่นางจำเป็นต้องทำ

“ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ” นางกระซิบบอก ใช้สายตาที่บอกว่า ‘ไม่ต้องห่วง’ มองตอบบิดา จากนั้นหันไปเผชิญหน้ากับนายอำเภอ พูดเสียงดังฟังชัด “ใต้เท้า ตอนที่ข้าน้อยอยู่ที่อำเภอฟ่านหยางเคยรับหน้าที่เป็น

หมอความ ข้าน้อยเพิ่งมาถึงที่นี่ไม่นาน ได้พบกับท่านเฝิงเพื่อเจรจา

ซื้อบ้านของเขาดังนั้นจึงถือว่ารู้จักกัน วันนี้ข้าไม่อาจทนเห็นคนดีต้องมารับเคราะห์ จึงได้อาสารับแก้ต่างให้กับท่านเฝิงเจ้าค่ะ”

ชุนต้าซันและชุนชิงหยางได้ยินแล้วก็ถอนใจเฮือกใหญ่ นังหนูนี่ไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย ทำไมถึงอยากจะทำอาชีพนี้นัก

นอกจากพวกเขาแล้วคนอื่นๆ พอได้ยินก็สูดหายใจด้วยความคาดไม่ถึง ในเมืองลั่วหยางมีหมอความก็จริง แต่มีอยู่ไม่มาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหมอความหญิง

โต้วฝูเป็นนายอำเภอเมืองลั่วหยาง เคยได้เห็นได้ยินเรื่องราวมาไม่น้อย จึงตั้งสติได้เป็นคนแรก เขารู้ว่ากฎหมายต้าถังมิได้มีข้อห้ามไม่ให้หญิงสาวทำหน้าที่เป็นหมอความ ดังนั้นจึงถามเฝิงจิงว่า “ที่แม่นางชุนพูดมานี่เจ้ายอมรับหรือไม่”

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Mintsri Phmu
สนุกมากๆค่าา
เมื่อ 4 เดือน 6 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย tuangtuang
ว่าความอีกรอบ
เมื่อ 6 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว