ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-50 ให้ความคุ้มครอง

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

50 ให้ความคุ้มครอง

พอฟ้ามืด ประตูเมืองก็ปิด

คนเดินไปเดินมาบนถนนจึงน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทว่าถนนในตัวอำเภอฟ่านหยางในจุดที่มีร้านค้าและ ‘สถานบันเทิง’ ตั้งอยู่ยังคงจุดไฟสว่างไสวมีผู้คนสัญจรไปมา อำเภอแห่งนี้ยังมีกฎห้ามผู้คนออกจากเคหสถานในเวลากลางคืนเหมือนเมืองหลวงฉางอันและเมืองใหญ่อย่างเมืองลั่วหยาง

ร้านหลินสุ่ยตั้งอยู่ตรงกลางของถนนสายหลักพอดี เป็นอาคารเล็กๆ สองชั้น ด้านหลังมีเรือนหลังใหญ่อีกหลังหนึ่ง ชุนถูหมีพยายามทำความเข้าใจกับลักษณะเรือนใหญ่ด้านหลังอย่างละเอียดตั้งแต่เริ่มรับงาน ที่นี่มีห้องพักขนาดเจ็ดแปดห้องหันหน้ามาทางประตูใหญ่ อันเป็นที่พักอาศัยของคนงานที่ทำงานประจำในร้าน ส่วนห้องทางด้านตะวันออกเป็นห้องครัวใหญ่สองห้องกับห้องครัวเล็กอีกหนึ่งห้อง ห้องเล็กด้านข้างทางตะวันตกเป็นโรงม้าและห้องเก็บของที่สร้างติดกันสามห้อง มีบ่อน้ำอยู่กลางลานบ้านบ่อหนึ่ง รอบๆ ยังทำเป็นแปลงปลูกผักที่ใช้ทำอาหาร ตอนนี้เข้าหน้าหนาวแล้วจึงเหลือแค่พื้นดินโล่งๆ

ถัดจากกำแพงบ้านรอบนอกทางห้องตะวันออกเป็นตรอกเล็กๆ ที่เกิดจากการสร้างกำแพงร้านขายของว่างอยู่อีกฟากหนึ่ง ปกติไม่มีใครเดินผ่านสักเท่าไร ดังนั้นเถ้าแก่เนี้ยฟางจึงสร้างประตูเล็กบานหนึ่งถัดจากโรงม้าให้เดินไปที่ตรอกเล็กแห่งนี้ได้ กำแพงตรงด้านนอกถูกกะเทาะเป็นช่องใหญ่ขนาดชามข้าวแล้วใส่หินที่สลักเป็นทรงห่วงเอาไว้ให้ลูกค้านำม้ามาผูก

ตกเย็นเถ้าแก่เนี้ยฟางก็ไม่ได้พักค้างคืนที่นี่

ตรอกที่อยู่ติดกับเรือนด้านหลังเข้าสู่ความเงียบสงัดเมื่อความมืดมาเยือน มันดำมืดถึงขนาดมองไม่เห็นเงาคน เพราะที่นี่ไม่มีคนอยู่จึงไม่มีการเปิดร้านค้าขายของตอนกลางคืน ส่วนใหญ่เป็นร้านขายธัญพืชชนิดต่างๆ เสื้อผ้าแพรพรรณ ร้านตีเหล็ก ร้านขายเครื่องแป้งเครื่องสำอาง ร้านภาพวาดภาพเขียน ดังนั้นพอถึงเวลากลางคืน ด้านหน้าและด้านหลังของร้านหลินสุ่ยจะกลายเป็นคนละโลก

ด้านหน้าคึกคัก ด้านหลังเงียบสงัด ไร้ผู้คน แตกต่างราวฟ้ากับเหว

ชุนถูหมีมาถึงร้านหลินสุ่ยเวลาฟ้ามืดพอดี นางเห็นกระดาษ ‘ห้ามเข้า’ ของทางการปิดอยู่หน้าร้าน อาคารเล็กๆ แห่งนี้ไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย ความมืดที่ซ่อนเร้นอยู่ด้านข้างและถนนด้านหลังของร้านทำให้ชุนถูหมีเกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาไม่น้อย

สิ่งที่นางจะทำเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ดังนั้นยิ่งมืดยิ่งดี ยิ่งไม่มีคนยิ่งดี ทว่าพอไม่มีใครอยู่เป็นเพื่อนอีกทั้งยังลืมถือโคมไฟติดตัว อาวุธก็ไม่มีติดมือ ไม่ว่าอย่างไรก็ดูหลอนๆ

ชุนถูหมีไม่กลัวผี เพราะตอนที่ว่าความในยุคปัจจุบันนางเคยทำคดีอาญามามาก เห็นศพมาก็ไม่น้อย จึงไม่รู้สึกกลัวแต่อย่างใด ความจริงนางเป็นพวกที่ไม่เชื่อว่ามีเทพเทวดา เมื่อไม่เชื่อว่ามีเทวดาจึงไม่เชื่อว่ามีผีสาง แม้จะบอกว่าการมีชีวิตขึ้นมาใหม่ในอีกมิติหนึ่งทำให้ความเชื่อมั่นและความศรัทธาแต่เดิมเริ่มสั่นคลอน แต่สิ่งที่นางกลัวมากกว่านั้นก็คือ... คน

ถ้าเกิดเจอพวกคนจรจัด ขอทาน คนเมาสุราหรือพวกบ้ากามแล้วนางจะทำอย่างไร แม้จะสวมเสื้อผ้าผู้ชาย แต่นางไม่ได้รัดหน้าอก อีกทั้งตัวเล็กๆ นี่มองอย่างไรก็รู้ว่าเป็นผู้หญิง ตอนนี้ยังอยู่ในที่มืดไร้ผู้คน ถ้าเกิดเจอเหตุร้ายขึ้นมาลำพังตัวเองคงทำอะไรไม่ได้แน่

แต่กระนั้น มาถึงตรงนี้แล้วจะให้ย้อนกลับไปก็คงไม่ได้ ชุนถูหมีกัดฟันตัดสินใจเดินเข้าไปยังตรอกด้านข้าง

กำแพงของร้านหลินสุ่ยมีความสูงขนาดสองคนยืน ชุนถูหมีมองซ้ายมองขวาไม่เห็นของที่จะนำมาเหยียบให้ช่วยปีนกำแพงได้ จึงลองกะความสูงของห่วงผูกม้าที่ข้างกำแพง ดูแล้วสูงขนาดต้นขาของนางพอดี จึงลองเหยียบดูว่าจะมีแรงส่งให้ปีนขึ้นกำแพงได้หรือไม่

ขอเพียงนางเหยียบห่วงนี้ได้แล้วค่อยยื่นมือเกี่ยวกำแพงเอาไว้ ก็น่าจะปีนขึ้นไปอย่างไม่มีปัญหา โชคดีว่าที่กำแพงมีช่องนูนยื่นออกมาทำให้นางเหยียบได้พอดี

แต่พอนางปีนขึ้นไปได้แล้ว กลับได้แต่ยื่นมือเกี่ยวกำแพงไว้แต่กระดิกตัวไปไหนไม่ได้ ในตอนนี้ชุนถูหมีถึงเพิ่งเข้าใจในความหมายของประโยคที่ว่า ‘คนฉลาดก็มีวันโง่ได้เหมือนกัน’ ตอนนี้นางไม่รู้ว่าตัวเองเสียสติหรือสมองบวมน้ำ ถึงทำให้เกิดความคิดที่โง่เขลาเบาปัญญาขึ้นมาในหัว คงเพราะใจร้อนจึงทำให้สติไม่มาปัญญาไม่เกิด ถ้านางอยากจะลอบเข้าร้านหลินสุ่ยจริงๆ ก็ควรรอให้พวกพี่เสี่ยวจิ่วกลับมาช่วยน่าจะดีกว่า

ตอนนี้จะทำอย่างไรดี จะให้ปีนขึ้นไปก็ปีนไม่ไหว แต่ถ้าเกิดปล่อยมือ... สูงขนาดนี้ ตกลงมาคงจะเจ็บน่าดู

ขณะที่ชุนถูหมีห้อยตัวแนบกำแพง คิดอย่างกระวนกระวายใจว่าควรจะกระโดดลงมาดีหรือไม่ จู่ๆ ก็มีลมพัดมาวูบหนึ่ง จากนั้นรู้สึกว่าเอวถูกรัดแน่น ตัวลอยอยู่กลางอากาศ ถึงแม้นางจะเกิดความหวาดกลัวว่าตนอาจเอาชีวิตมาทิ้งแต่ชุนถูหมีก็ไม่ได้ส่งเสียงดังโวยวาย มีแต่เสียงอุทานต่ำๆ ในลำคอ จากนั้นร่างเล็กๆ ของนางก็ตกลงสู่พื้นอย่างมั่นคง

ชุนถูหมีรีบคว้าสาบเสื้อเอาไว้แน่นอย่างไม่รู้ตัว หายใจลึกๆ ติดๆ กัน เหมือนกับทำเช่นนี้แล้วหัวใจจะไม่กระเด็นหลุดออกมาด้วยความตกใจ

มีเสียงหัวเราะต่ำๆ ของบุรุษดังขึ้นข้างๆ

เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ชุนถูมีทั้งตกใจทั้งประหลาดใจที่เห็นว่าเป็นเขา

ท่านแม่ทัพ!

พอมองไปรอบๆ ก็เห็นว่าตอนนี้นางเข้ามาในเรือนด้านหลังของร้านหลินสุ่ยแล้ว

“เป็นครั้งแรกที่ข้าเห็นผู้หญิงปีนกำแพง ท่าปีนก็ยังน่าดูอีกด้วย” หันอู๋เวยอยากจะรักษาสีหน้าเคร่งขรึมเอาไว้ แต่เขาทำไม่ได้

นับตั้งแต่รู้จักชุนถูหมี เด็กสาวคนนี้มักจะตีสีหน้าเฉยเมยใส่เขาตลอด คนเราจะว่าไปแล้วก็ประหลาด ยิ่งวางตัวเหินห่าง ไม่เกรงกลัวก็ยิ่งอยากจะเข้าใกล้ อยากทำความรู้จักมากขึ้น ตอนนี้เขามีความอยากรู้อยากเห็นในตัวนางเสียจนนั่งรออยู่เฉยๆ ในบ้านไม่ได้

อีกประการหนึ่ง เขาแปลกใจว่าเด็กสาวอายุแค่สิบสี่ย่างสิบห้า ทำไมถึงร้ายกาจได้เพียงนี้ ไม่รู้จักประมาณตน ถึงขั้นคิดจะปีนกำแพงร้านหลินสุ่ย สุดท้ายก็ทำได้เพียงเกาะขอบกำแพงแน่นราวกับจิ้งจก

ตอนนี้นางกำลังก้มหน้านิ่ง สองขาสั่นระริก ไม่กล้าขยับตัว เขาเห็นแล้วก็อยากหัวเราะอย่างเบิกบานใจ ท่าทางน่าสงสารของนางทำให้เขาขำเสียจนรู้สึกรอบด้านกลายเป็นฤดูใบไม้ผลิ

“ท่านแม่ทัพ มาจับข้าหรือเจ้าคะ” ชุนถูหมีตั้งสติได้ในเวลาต่อมา

ขายหน้าจริงๆ ทำไมต้องให้เจ้าบ้านี่มาเจอตอนที่นางอยู่ในสภาพที่น่าอับอายด้วย! ชุนถูหมีรู้ว่าตอนนี้สีหน้าของตนคงย่ำแย่ โชคดีที่ฟ้ามืดจึงมองอะไรไม่ชัดเจน

ช้าก่อน... จะมีเรื่องบังเอิญขนาดนี้ได้อย่างไร เขามาช่วยนางทันเวลาหรือว่าเขากำลังจับตาดูนางอยู่ตั้งแต่แรกกันแน่

เขาทำเพื่ออะไร?

“ไม่ได้มาจับ ข้ามาให้การคุ้มครอง” หันอู๋เวยตอบหน้าตาจริงจัง

“คุ้มครอง? สะกดรอยตามข้ามากกว่ากระมัง”

“ไม่สะกดรอยตามจะคุ้มครองได้รึ?” หันอู๋เวยเถียงหน้าตาเฉย “ข้ารับปากพ่อเจ้าไปแล้ว ว่าจะไม่ให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกับเจ้า แม้แต่ตกกำแพงก็ไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเขาจะหาว่าข้าคุ้มครองเจ้าไม่ดี” กล่าวจบก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะชอบใจ

ชุนถูหมีกัดฟันกรอด “ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านแม่ทัพควรจะดึงตัวข้าลงจากกำแพงก็พอ ทำไมถึงพาเข้ามาข้างในร้านหลินสุ่ยเล่า ตอนนี้ร้านถูกทางการปิดประกาศเอาไว้ว่าห้ามเข้า การเข้ามาในนี้ถือว่าผิดกฎหมาย ถึงเวลารับโทษ จะให้เป็นข้ารับหรือว่าท่านรับดีล่ะ”

หันอู๋เวยแสร้งทำเป็นตกตะลึง “ที่แท้เจ้าก็แค่อยากปีนกำแพงเล่นเป็นจิ้งจก ไม่ได้อยากเข้ามาในนี้”

“ท่านแม่ทัพ... ข้าวน่ะยังกินไม่เลือกได้ แต่คำพูดคำจาควรจะกล่าวให้รอบคอบสักหน่อยนะเจ้าคะ” ชุนถูหมียืดหลังตรง “ข้าแค่ปีนกำแพงอยู่ด้านนอก จะปีนเล่นหรืออะไรก็มันก็เรื่องของข้า ข้าไม่ได้ปีนข้ามมาสักหน่อย ขอเพียงข้ายังไม่ก้าวข้ามกำแพงมาก็ถือว่าข้าบริสุทธิ์ ยังไม่ได้เข้ามาในเขตต้องห้าม ไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ส่วนจะอยากเข้ามาหรือไม่มันเรื่องของข้าท่านไม่มีสิทธิ์กล่าวหาปรักปรำ... ที่สองเท้าของข้าเหยียบย่างเข้ามาในเขตร้านเป็นเพราะท่านโยนเข้ามาแท้ๆ”

“โถ ที่แท้เจ้าก็เป็นเพียงเหยื่อผู้เคราะห์ร้าย” หันอู๋เวยพยักหน้า เห็นชุนถูหมีทำหน้าตาจริงจังเขาก็อดหัวเราะอย่างขบขันไม่ได้

“ท่านจะคิดอย่างไรก็เป็นเรื่องของท่าน แต่ท่านควรพาข้าออกไปจากที่นี่โดยเร็ว ถ้าไม่มีคนร้องเรียน ทางการก็คงไม่เอาเรื่อง ส่วนข้าก็จะเงียบปากไว้ ไม่นำเรื่องในวันนี้ไปบอกใคร” ชุนถูหมีกล่าวด้วยความนัยที่ชัดเจนว่า นางไม่ได้ทำผิด เป็นเขาต่างหากที่ฝืนกฏนำนางเข้ามา ถ้าเกิดต่างฝ่ายต่างปิดปากให้สนิท ไม่มีใครพูดเรื่องนี้ออกไปก็จะถือว่าไม่เคยเกิดขึ้น

แต่หันอู๋เวยยังไม่ขยับ “ในเมื่อเข้ามาแล้ว ถ้าไม่เดินเล่นเสียบ้าง ก็จะถือว่ามาอย่างเปล่าประโยชน์”

“นี่ท่าน!”

หันอู๋เวยยกมืออุดหูราวกับว่าชุนถูหมีส่งเสียงดังจนเขารำคาญ “ข้าไม่ได้มาจับเจ้า วางใจได้”

จะให้นางวางใจได้อย่างไร คนที่อยู่กับกฎหมายมานานหลายปีย่อมเป็นคนขี้ระแวง ไม่ค่อยเชื่อใจใคร ถึงหันอู๋เวยจะชื่นชอบความสามารถของชุนต้าซัน คิดจะส่งเสริมเขา ท่านแม่ทัพก็ไม่ควรจะมายื่นมือเข้าช่วยเหลือถึงเพียงนี้

“ข้าก็บอกแล้วว่าจะไม่เข้าฟังการพิจารณาคดีของร้านหลินสุ่ย วันนี้ข้ามาช่วยลูกน้องตัวเองหาหลักฐานสู้คดีเท่านั้น ดูสิ ข้าดูเหมือนคนของทางการงั้นหรือ” หันอู๋เวยอธิบาย

ตอนนี้เองที่ชุนถูหมีเพิ่งสังเกตเห็นว่าเขาไม่ได้สวมเครื่องแบบทหาร

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Biteme
เมื่อคืนอ่านไปตีสอง ถ้าให้อ่านฟรีก็คงยาวๆ โคดลุ้น ขอบคุณค่ะ พระเอกนี่คงเป็นคนปีนกำแพงแน่ๆ ทำตัวเป็นfc ขนาดหนัก555
เมื่อ 2 เดือน 1 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Hatepolice
อยากได้แบบเป็นเล่มหนังสือค่ะ พอจะมีแนวทางเป็นไปได้หรือเปล่าคะ
เมื่อ 3 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว