ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-36 เจ้านายใหญ่ของท่านพ่อนี่นา! (วันที่ 1-2 ติดธุระ ลงล่วงหน้าให้ 36-39 นะจ๊ะ)

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

36 เจ้านายใหญ่ของท่านพ่อนี่นา! (วันที่ 1-2 ติดธุระ ลงล่วงหน้าให้ 36-39 นะจ๊ะ)

กั้วเอ๋อที่ยืนอยู่ข้างๆ ชุนถูหมียังไม่ทันตั้งตัว

จู่ๆ ก็มีหญิงสาวอายุราวสี่สิบกว่าปี รูปร่างผ่ายผอม เส้นผมหยาบกระด้าง ก้าวออกมาจากประตูก็เดินตรงมาหาจ้าวเหล่าชี นางสวมเสื้อผ้าชุดใหม่ทั้งชุด ทว่าเมื่อมาอยู่บนร่างของหญิงผู้นี้กลับดูแปลกประหลาดพิกล

หญิงผู้นี้ยื่นมือประคองตัวเขาอย่างขลาดๆ พูดเบาๆ ว่า “ท่านพี่ ช่างเถอะ อาการไม่ดีเลย เข้าไปนั่งพักในร้านให้หมอมาดูอาการก่อนเถอะ” ที่แท้คนผู้นี้ก็เป็นภรรยาของจ้าวเหล่าชี

แต่จ้าวเหล่าชีดูแล้วอายุแค่สามสิบกว่าปี ทำไมถึงมีภรรยาที่อายุมากกว่าถึงขนาดนี้ หรือว่านางจะเป็นเด็กสาวอายุมากที่ถูกซื้อมาเลี้ยงไว้เพื่อให้เป็นภรรยาของจ้าวเหล่าชีตั้งแต่เล็ก หรือไม่อีกอย่างหนึ่งก็คือ นางคงมีชีวิตที่ยากลำบาก มีความทุกข์ร้อนในใจ ดังนั้นหน้าตาจึงร่วงโรยก่อนวัยอันควร

จ้าวเหล่าชีสะบัดมือตบหน้าภรรยา ก่อนด่าทออย่างไม่ไว้หน้า “เจ้าไปตายที่ไหนมา ผัวเจ้าจะถูกคนวางยาตายอยู่แล้ว เจ้ายังเอาแต่หลบอยู่ร้านไม่ยอมออกมา ไม่มาคอยรับใช้ข้า กลับไปถึงบ้านเมื่อไหร่ข้าจะตีให้กระดูกหักเลยทีเดียว” พูดแล้วก็ยกมือคิดจะตีนางอีกครั้ง

ภรรยาจ้าวเหล่าชีตกใจ ย่อตัวหลบตามสัญชาตญาณ ทำให้จ้าวเหล่าชีตีไม่ถูก เขาคิดจะไล่ตาม แต่ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ถึงเซไปสองก้าว จากนั้นยืนตัวแข็งทื่อ เบิกตากว้างมองไปทางเถ้าแก่เนี้ยฟางโดยไม่พูดอะไร

“เจ้าเป็นอะไร รู้สึกไม่ดีรึ...” ชุนต้าซันเห็นเหตุการณ์เริ่มผิดปกติ จึงรีบเข้าไปถามไถ่

แต่เขายังไม่ทันถามจบ จ้าวเหล่าชีก็กระอักเลือดออกมาคำใหญ่ บางส่วนกระเซ็นถูกชายเสื้อของชุนต้าซันจนแดงฉาน จากนั้นเขาก็ล้มโครมราวกับไม้ผุๆ ที่พังลงมา นอนกลิ้งอย่างเจ็บปวด ปากก็ร้องโอดโอย “ปวดท้อง ปวดท้อง ปวดจะตายอยู่แล้ว... เรียกหมอ เรียกหมอ... ช่วย... ช่วยด้วย... โอ๊ย”

เสียงร้องขาดเป็นห้วงๆ สะดุดไปพร้อมกับเสียงโอดโอยคำสุดท้าย

ภรรยาของจ้าวเหล่าชีเห็นดังนั้นก็เดินโซซัดโซเซ โถมมาหาร่างของจ้าวเหล่าชีที่นอนอยู่บนพื้นด้วยความตื่นตระหนก นางเขย่าตัวเขาไปพร้อมๆ กับตะโกนร้อง “ท่านพี่ ท่านพี่ เป็นอะไรไป ท่านฟื้นขึ้นมาสิ พูดอะไรหน่อย” สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นอย่างแท้จริง เห็นได้ว่ามิได้เสแสร้งแต่อย่างใด

ชุนต้าซันตกใจยิ่งนักแต่ก็ยังตั้งสติได้ เขาเดินขึ้นหน้าสองก้าว ยื่นนิ้วอังใต้จมูกจ้าวเหล่าชี ตอนที่ลุกขึ้นมาสีหน้าของเขาซีดขาว หันไปส่ายหน้ากับเถ้าแก่เนี้ยฟางว่า “ตายแล้ว”

ภรรยาจ้าวเหล่าชีได้ยินแล้วก็ร้องด้วยความตกใจ จากนั้นก็เป็นลมแน่นิ่ง

ก่อนหน้าถนนสายนี้ยังมีเสียงเอะอะโวยวายดังสนั่น แต่ตอนนี้กลับเงียบสงัด แม้ว่าในบริเวณนั้นจะยังมีผู้คนมากมายเหมือนเดิมแต่ก็เงียบจนได้ยินเพียงแค่เสียงลมหายใจของกันและกันเท่านั้น เมื่อได้ยินคำพูดของชุนต้าซัน และเห็นท่าทางของภรรยาจ้าวเหล่าชีแล้ว ทุกคนก็แตกตื่นเหมือนก้อนน้ำแข็งที่ถูกโยนเข้าใส่กระทะน้ำมันร้อนๆ

ถึงจะบอกว่ากินอาหารไม่ดีแล้วเกิดปวดท้องก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด อีกทั้งจ้าวเหล่าชีคนนี้เป็นอันธพาลที่วางตัวกร่างไปทั่วอำเภอ

ถึงจะยังมีลูกค้าคนอื่นที่เกิดอาการปวดท้องเช่นกัน คนที่มามุงดูก็ยังไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องใหญ่อะไร แต่ตอนนี้ไม่ใช่ เพราะมีคนตายแล้ว

พอมีคนตายก็เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหตุผลที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

ชุนถูหมีใจหายวูบ

แต่ถึงจะอยู่ในสภาพจิตใจและเหตุการณ์เช่นนี้ นางก็ยังคงรักษาสติเอาไว้ได้ ตะโกนเสียงดังขึ้นว่า “คุ้มกันที่เกิดเหตุ!” นี่คำพูดที่ร้องเตือนชุนต้าซัน และนางเชื่อว่าบิดาของนางจะทำได้

แม้ชุนต้าซันจะเป็นทหารมานานเก้าปีแต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นคนตายต่อหน้าต่อตา เขาเกิดความวุ่นวายใจไม่น้อย เสียงของลูกสาวเป็นเหมือนสายฟ้าที่ผ่าลงมากลางวันแสกๆ ทำให้เขาตั้งสติขึ้นได้

“เสี่ยวจิ่ว รีบนำความไปบอกที่ว่าการ ส่วนผู้ดูแล รบกวนพาเถ้าแก่เนี้ยฟางเข้าไปในร้านแล้วพาคนที่อยู่ในร้านทั้งหมดมาให้มารวมตัวกัน ปิดทางเข้าออกทั้งข้างหน้าข้างหลังอย่างแน่นหนา เจ้า กับเจ้า...” เขาชี้ไปที่คนงานสองคน “ให้จับตาดูบริเวณที่มีเศษอาหารอาเจียนออกมาไว้ให้ดี อย่าให้ใครเข้ามาแตะต้องเด็ดขาด”

พูดแล้วก็หันไปคำนับให้กับคนที่มุงดูอยู่รอบๆ “ขอให้ลูกค้าทุกท่านในที่นี้ให้ความร่วมมือกันหน่อย เพราะที่แห่งนี้มีคนตาย ข้าจึงต้องขอให้ทุกท่านให้ความร่วมมือกับการสืบสวน ดังนั้นทุกคนจึงต้องอยู่ที่นี่ก่อนอย่าเพิ่งไปไหน ถ้ามีใครก้าวออกไปก่อนที่คนของที่ว่าการอำเภอจะมาถึง เกรงว่าทางการจะเกิดความสงสัยในตัวคนผู้นั้น อีกประการหนึ่ง พี่น้องทั้งหลายที่อยู่ที่นี่ รบกวนพวกท่านช่วยเป็นหูเป็นตา อย่าให้มีใครฉวยโอกาสที่กำลังโกลาหลทำอะไรไม่ดีขึ้นมา จะพลอยทำให้ทุกคนพลอยติดร่างแหไปด้วย”

เขากล่าวขอร้องอย่างมีมารยาทเป็นอันดับแรก แต่ก็แฝงการคุกคามเป็นนัยๆ ผู้คนที่มามุงดูอยู่ในร้านและนอกร้านมีทั้งคนที่หวาดกลัว มีทั้งคนที่ตื่นตระหนก มีทั้งคนที่ตื่นเต้นเคร่งเครียด มีทั้งรู้สึกว่าตัวเองโชคร้าย อีกทั้งลูกค้าที่มีอาการปวดท้องอาเจียนอีกหลายคนยิ่งเป็นกังวลว่าตัวเองอาจตายได้ แต่ไม่มีใครเอะอะโวยวาย เพราะไม่ว่าใครก็ไม่ต้องการให้ตัวเองต้องถูกลากเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องน่ากลัวที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้

ดังนั้นแม้จะยังมีเสียงดังอยู่บ้าง เพราะคนที่อยากรู้อยากเห็นต่างก็พยายามทำคอยื่นคอยาวมองศพที่นอนตายอยู่กลางถนนของจ้าวเหล่าชีและภรรยาที่เป็นลม แต่ก็ไม่มีความโกลาหลวุ่นวาย ไม่ว่าจะเป็นบนถนนหรือในร้านก็ตาม

ชุนถูหมีระบายลมหายใจอย่างโล่งอก กำลังจะเดินออกไป พลันถูกกั้วเอ๋อดึงตัวนางไว้ไม่ยอมปล่อย “น่ากลัวจะตาย คุณหนูจะไปไม่ได้นะเจ้าคะ”

“เถ้าแก่เนี้ยฟางมีบุญคุณกับสกุลชุน นางกำลังลำบาก ท่านพ่อข้าก็อยู่ที่นั่นแล้วข้าจะไม่สนใจได้หรือ” ชุนถูหมีดึงแขนออกจากการเกาะกุมของกั้วเอ๋อ

แต่กั้วเอ๋อกลับส่ายหน้าแรงๆ “นายท่านอยู่ตรงนั้นด้วย เขาช่วยเถ้าแก่เนี้ยฟางได้อยู่แล้วไม่ต้องให้คุณหนูออกไปหรอกเจ้าค่ะ ข้างนอกคนเยอะ ถ้าเกิดมีใครคิดทำร้ายคุณหนูจนบาดเจ็บขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า ไม่ได้ นายท่านผู้เฒ่าเคยบอกไว้ว่าต่อให้บ่าวตายก็ต้องคุ้มครองคุณหนู บ่าวจะปล่อยให้คุณหนูไปไม่ได้”

พอกั้วเอ๋อดื้อรั้นเช่นนี้ชุนถูหมีก็ไม่มีทางสะบัดตัวออกจากการจับกุมของนาง ระหว่างที่ทั้งสองคนดึงๆ ลากๆ กันอยู่นั้น บุรุษผู้หนึ่งก็กระโดดลงมาจากหน้าต่างห้องเดี่ยวชั้นสอง มายืนขนาบข้างชุนต้าซัน

พอเห็นว่าผู้ที่มาใหม่เป็นใครชุนต้าซันก็ตกตะลึง เขารีบทำความเคารพแบบทหาร “คารวะท่านแม่ทัพ”

คนที่มาก็คือแม่ทัพน้อยหันอู๋เวย!

หันอู๋เวยพยักหน้ารับ เหลือบตามองไปยังหน้าต่างชั้นบนแวบหนึ่ง เห็นคังเจิ้งหยวนยืดตัวออกมาครึ่งหนึ่ง ทำมือทำไม้ราวกับจะบอกว่า ‘ไม่ต้องสนใจข้า’

ส่วนชุนถูหมีที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกตกตะลึง

หมอนี่เป็นไอ้บ้าลามกที่ปีนกำแพงบ้านนางวันนั้นไม่ใช่หรือ!

บุรุษผู้นี้หล่อเหลาเอาการ ถึงไม่อยากจำนางก็จำเขาได้

เขาเป็นถึงแม่ทัพ เป็นผู้บัญชาการสูงสุดของเหล่าทัพ เท่ากับเป็นเจ้านายใหญ่ของท่านพ่อนางไม่ใช่หรือ!

วันที่ยี่สิบสี่เดือนเก้า

เหมาะกับการแต่งงาน ทำพิธีเซ่นไหว้ อธิษฐานขอพร ออกเดินทาง ไม่เหมาะกับการจัดงานศพ ฟ้องร้อง ตัดต้นไม้ หรือฝังศพ

ที่ปรึกษาของคังเจิ้งหยวนนิยมการดูฤกษ์ดูยาม เขาเลือกเวลาปลายยามแปดของวันนี้ หรือเวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่งในเวลาปัจจุบัน เดินทางออกจากอำเภอฟ่านหยาง เพื่อไปยังเขตทางเหนือของเมืองโยวโจว การเดินทางครั้งนี้มิได้เป็นการเดินทางส่วนตัว แต่มาด้วยพระราชโองการให้ตรวจการงานด้านราชทัณฑ์ทำให้คังเจิ้งหยวนต้องสวมชุดขุนนางเต็มยศ รับคำเชิญมาร่วมงานเลี้ยงส่งที่ร้านหลินสุ่ยของขุนนางผู้มียศสูงที่สุดในอำเภอ ซึ่งก็คือหันอู๋เวย ญาติผู้พี่ของเขานั่นเอง

คนส่วนใหญ่มักเลือกเวลาเดินทางค่อนข้างเช้า ทว่าที่ปรึกษาผู้นี้คิดว่าไหนๆ ก็เลือกวันดีแล้วก็ควรเลือกเวลาดีด้วย อีกทั้งยังมีโรงเตี๊ยมหลวงอยู่ไม่ห่างจากอำเภอฟ่านหยางให้แวะพักระหว่างทาง คุณชายคังไม่มีทางนอนค้างอ้างแรมอยู่กลางป่ากลางเขาเป็นแน่ แต่คิดไม่ถึงว่ากลับมีคดีคนตายเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาผู้ตรวจการของฮ่องเต้ ดูจากความรุนแรงของเหตุการณ์ คุณชายคังคงเดินทางออกจากอำเภอฟ่านหยางตอนนี้ไม่ได้

ส่วนหันอู๋เวย... เวลาออกไปไหนมักไม่ค่อยพาผู้ใต้บังคับบัญชาไปด้วยเพราะถือว่าตัวเองมีวรยุทธสูงส่ง ดังนั้นจึงแต่งตัวเหมือนพลทหารทั่วไปแล้วไปไหนมาไหนตามลำพังอยู่เสมอ แต่วันนี้แตกต่างออกไปเพราะเขามาส่งญาติผู้น้อง ถือว่าเป็นงานส่วนตัวครึ่งหนึ่ง งานในหน้าที่ครึ่งหนึ่ง จึงต้องสวมชุดขุนนางเต็มยศ พร้อมกับพาผู้ติดตามมาด้วย

องครักษ์ประจำตัวของหันอู๋เวยมีอยู่ไม่มาก... เพียงยี่สิบคน แต่ละคนมีวรยุทธยอดเยี่ยม แต่พลทหารที่ติดตามให้การคุ้มกันผู้ตรวจการด้านงานราชทัณฑ์ผู้นั้นมีทั้งหมดหนึ่งร้อยคน ตอนนี้ทหารส่วนใหญ่ออกไปรออยู่นอกกำแพงเมือง เหลือเพียงยี่สิบคนคอยให้การอารักขาเขามาที่ร้านหลินสุ่ย

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย Walai Saelee
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว