ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-8. เยี่ยมบิดา

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

8. เยี่ยมบิดา

การมอบสินบนให้ใครจะต้องมีรายละเอียดปลีกย่อยที่เหมาะสม

ถ้างกเกินไป ผู้รับก็รู้สึกว่าไม่คุ้มที่จะเสี่ยงเพราะเงินน้อยนิด

แต่ถ้าใจกว้างเกินไป อีกฝ่ายจะไม่กล้ารับ

การขอให้ช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ จะต้องให้เงินที่น้อยไปก็ไม่ได้ มากไปก็ไม่ดี ต้องเป็นจำนวนที่ต่างคนต่างไม่มีความเสี่ยง ดังนั้นจำนวนเงินที่จะมอบเป็นสินบนนั้นควรจะเท่ากับเงินเบี้ยหวัดประจำเดือนของผู้รับสินบน

ชุนถูหมีมอบเงินกับหัวหน้าผู้คุมหนึ่งตำลึง จากนั้นหยิบออกมาอีกหนึ่งตำลึงแล้วบอกว่าอยากจะขอให้ทุกคนช่วยกันดูแลชุนต้าซัน ที่จริงแล้วความหมายก็คือให้แบ่งให้ผู้คุมคนอื่น ๆ ด้วย เมื่อแจกเงินออกไปสองตำลึงแล้วก็ทำให้ชุนถูหมีได้พบบิดารูปงามของตนอย่างราบรื่น

ชุนต้าซันถูกโบยขณะไต่สวนไปสิบไม้บริเวณแผ่นหลัง แต่เขาเป็นลูกชายของเพื่อนร่วมอาชีพอีกทั้งยังเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ถึงจะเป็นขุนนางขั้นต่ำจนแทบจะไม่มีความสำคัญแต่อย่างไรก็ไม่ใช่ชาวบ้านทั่วไป ดังนั้นมือปราบจึงไม่กล้าลงมือเต็มที่ ยั้งมือไว้ไมตรีบ้าง ต่อไปเมื่อพบหน้ากันยังจะได้เข้าหน้ากันติด แต่เพราะชุนต้าซันมีความหดหู่ใจ จึงดูห่อเหี่ยวไร้เรี่ยวแรง ชุนถูหมีเห็นแล้วได้แต่น้ำตาไหลพรากด้วยความสงสาร

“ถูหมี ลูกมาที่นี่ทำไม” ชุนต้าซันตะลึงก่อนพูดอย่างร้อนใจว่า “รีบกลับไป สถานที่สกปรกเช่นนี้ ไม่ใช่ที่ที่เด็กสาวอย่างเจ้าจะเข้ามา”

“ท่านพ่อ ในโลกนี้ไม่มีที่สกปรก มีแต่คนที่ใจสกปรก” ชุนถูหมีกัดฟันตอบ

ชุนต้าซันเข้าใจผิดคิดว่าลูกสาวหาว่าตัวเองกระทำเรื่องต่ำช้า เขารีบลนลานชี้แจง “ถูหมี พ่อไม่ได้ทำ พ่อไม่ได้ทำเรื่องเลว ๆ แบบนี้นะ”

“ข้าเชื่อท่านพ่อ” ชุนถูหมีโบกมือ นางรู้ว่าหัวหน้าผู้คุมมีเวลาให้เยี่ยมญาติไม่นาน ไม่ใช่เวลาจะมานั่งคร่ำครวญ “แต่ท่านพ่อจะต้องบอกข้าว่าเรื่องมันเกิดขึ้นอย่างไรกันแน่ แล้วใครเป็นคนใส่ร้ายท่าน”

“เจ้าจะถามเรื่องพวกนี้ไปทำไม พ่อไม่ได้ทำ ถึงตีให้ตายพ่อก็ไม่ยอมรับ พวกเขาไม่มีคำรับสารภาพก็ไม่มีทางตั้งข้อหากับพ่อได้” ชุนต้าซันยื่นมือออกจากลูกกรงมาลูบศีรษะชุนถูหมีอย่างรักใคร่ “เจ้ากลับไปก่อน พรุ่งนี้ต้องไปลงชื่อที่ค่ายทหาร พ่อไม่ได้ไป ที่ค่ายก็ต้องส่งคนมาถามเอง”

“คดีนี้ที่ว่าการอำเภอรับเรื่องไว้แล้ว ถึงฝ่ายทหารจะรู้เรื่องก็ไม่มีประโยชน์” ทหารในเหล่าทัพถ้าเกิดทำความผิดก็จะเป็นหน้าที่ของที่ว่าการอำเภอ หลังจากนั้นเหล่าทัพจึงจะสามารถเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ เรียกได้ว่าอำนาจในการปกครองดูแลทับซ้อนกันอยู่ แต่ถ้าไม่ใช่คนใหญ่คนโตอะไรทั้งสองฝ่ายไม่จำเป็นต้องแย่งกันตัดสิน แต่ก็ไม่แน่ว่าทางกองทัพยังจะมีมาตรการลงโทษเพิ่มขึ้นไปอีก

จะว่าไปแล้ว ไม่ว่ายุคสมัยไหน การยื่นมือช่วยเหลือคนเดือดร้อนจริง ๆ นั้นมีน้อยกว่าการชื่นชมหรือส่งเสริมคนที่มีความดีความชอบอยู่แล้ว

ชุนต้าซันส่ายหน้า ปลอบใจลูกสาวว่า “เราไม่ต้องไปสนใจคนอื่น รู้แค่ว่าท่านอาเว่ยของเจ้าไม่มีทางปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆแน่ ๆ เขาถูกส่งไปราชการ อีกเจ็ดแปดวันคงจะกลับมา ถึงตอนนั้นเขาต้องหาวิธีช่วยพ่อ เจ้าไม่ต้องมายุ่งเกี่ยว อยู่บ้านคอยดูแลบ้านให้ดี ๆ ไม่ว่าใครพูดอะไรก็อย่าออกมาวุ่นวายข้างนอก”

การแบ่งแยกหน่วยทหารในเหล่าทัพนับกันตามนี้คือ... หน่วยที่เล็กที่สุดเรียกว่าพลทหาร จากนั้นเป็นหมู่ จากหมู่เป็นหมวด จากหมวดเป็นกองร้อย จากกองร้อยเป็นกองพัน ในหมวดหนึ่งจะมีหัวหน้าหมวดหนึ่งคน รองหัวหน้าหมวดสองคน ชุนต้าซันเป็นรองหัวหน้าหมวดแล้วยังมีเว่ยหรัน สหายสนิทของเขาเป็นรองหัวหน้าหมวดด้วยอีกคน ทั้งสองคนรับหน้าที่ดูแลการฝึกทหารระดับล่างสุด ส่วนหัวหน้าหมวดเป็นพวกวางท่าว่าข้าใหญ่ จะไม่กระดิกตัวทำอะไรทั้งสิ้น

หากท่านปู่ไม่อยู่บ้านและสกุลสวีของนางสวีซื่อพึ่งพาไม่ได้ ท่านอาเว่ยน่าจะเป็นคนนอกที่พวกนางไปขอความช่วยเหลือได้ดีที่สุด และเขาย่อมไม่นิ่งดูดายแน่

แต่ว่าอีกตั้ง เจ็ด แปดวัน

จางหงถู นายอำเภอคนนี้เป็นคนชอบเอาหน้า ถ้าเห็นว่ามีหลักฐานแน่นหนาแล้วยังปิดคดีไม่ได้ ถึงตอนนั้นเขาจะต้องใช้การลงทัณฑ์ ชุนถูหมีไม่อาจปล่อยให้บิดาของตนต้องรับความเจ็บปวทางกาย ถ้าเกิดใช้การลงทัณฑ์จริง ๆ ถึงไม่ตายก็เกือบตายเหมือนกัน ถ้าเกิดผู้ต้องสงสัยยังไม่รับสารภาพ เท่ากับทำให้นายอำเภอต้องกลายเป็นคนขี่หลังเสือ อยากจะลงก็ลงไม่ได้

จางหงถูหรือ ‘จางเลอะเทอะ’ คนนี้ไม่ใช่คนใจกว้าง ถึงเขาจะทำผิดก็ไม่มีทางยอมรับผิด ต้องหาวิธีกลบเกลื่อนปกปิด ถึงตอนนั้นเขาจะต้องหาทางเล่นงานชุนต้าซันจนถึงตาย และถ้าตายไปแล้ว ตัดสินไปแล้วคิดจะรื้อฟื้นขึ้นมาใหม่ก็จะยากยิ่งกว่ายาก ในสภาพสังคมยุคโบราณ ในแวดวงขุนนางที่ดูมืดมน นางไม่มีวันปล่อยให้บิดาต้องเสี่ยงเช่นนั้น

“ข้าย่อมเชื่อใจท่านอาเว่ยอยู่แล้ว แต่ก็ไม่อาจนั่งเฉย ๆ ดูท่านพ่อถูกทรมานได้” ชุนถูหมีจับแขนเสื้อของชุนต้าซันไว้ “อย่างน้อยท่านพ่อก็บอกให้ข้ารู้หน่อยเถอะว่าเกิดอะไรขึ้น ไม่เช่นนั้นถ้าข้ากินไม่ได้นอนไม่หลับ แล้วป่วยหนักขึ้นมาอีก ถึงตอนนั้นหากไม่มีท่านพ่อกับท่านปู่อยู่ข้างกาย ข้าตัวคนเดียวจะทำอย่างไรเล่า”

เจ้าของร่างนี้ตายไปแล้วทำให้นางได้มาเกิดใหม่แทน แต่ในสายตาของคนที่บ้าน พวกเขาเคยเห็นกับตาว่านางป่วยหนักเจียนตาย ตอนนี้เมื่อได้ยินลูกสาวบอกว่าจะกินไม่ได้นอนไม่หลับ ชุนต้าซันจึงเกิดความเป็นห่วงขึ้นมา แต่เขาไม่อยากให้ลูกสาวต้องมารับรู้และเกี่ยวข้องกับเรื่องราวโสมมเช่นนี้จริง ๆ เขาลังเลก่อนถามว่า “แล้วท่านแม่ของเจ้าล่ะ ทำไมถึงให้เจ้าออกจากบ้านมาคนเดียว”

พี่เสี่ยวจิ่วเป็นคนคล่องแคล่วรู้จักดูสถานการณ์และทิศทางลม เมื่อเห็นว่าพ่อลูกได้พบหน้ากลัวว่าถ้าคุยอะไรอาจไม่สะดวกใจถ้ามีคนอื่นอยู่ด้วยจึงรีบหลบไปยืนอยู่อีกด้านหนึ่ง แต่ว่ากั้วเอ๋อยังคงยืนอยู่ข้าง ๆ คุณหนู เมื่อได้ยินชุนต้าซันถามเช่นนี้ก็อดพูดอย่างไม่พอใจไม่ได้ “นายท่านอย่าได้ถามถึงฮูหยินเลย เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ ฮูหยินก็ได้แต่รอให้สวีเหล่าไท่ไท่ส่งคนมา ส่วนตัวเองหลบอยู่แต่ในห้องสวดมนต์ไหว้พระ อย่าว่าแต่จะดูแลคุณหนู แม้แต่บ้านก็ยังไม่เห็นจะสนใจ”

ชุนต้าซันนิ่วหน้าอ้าปากอยากจะพูดอะไรแต่ก็พูดไม่ออก

พวกเขาเป็นสามีภรรยาที่อายุห่างกันสิบปี เรียกได้ว่าเป็นผัวแก่กับเมียสาว เขาจึงมีความรักใคร่ตามใจนางสวีซื่อค่อนข้างมาก อีกทั้งนิสัยส่วนตัวเป็นคนที่ให้เกียรติสตรีอยู่แล้ว ไม่ใช่เพราะมีนิสัยอ่อนแอเกรงกลัวภรรยา แต่เขาไม่อาจทำใจดุด่าว่ากล่าวนางได้ ดังนั้นการที่ครอบครัวไม่สุขสงบ ไม่ราบรื่นก็เป็นความรับผิดชอบส่วนหนึ่งของเขาเช่นกัน

แล้วตอนนี้ยังจะพูดอะไรได้?

พ่อลูกสกุลชุนปฏิบัติต่อคนในครอบครัวอย่างอ่อนโยนนุ่มนวลมาตลอด แต่กั้วเอ๋อเป็นคนที่กล้าพูด สิ่งที่นางพูดออกมาทำให้ชุนต้าซันรู้สึกละอายใจ

ชุนถูหมีอยู่กับครอบครัวนี้ยังไม่นานนัก ไม่ค่อยได้รับรู้ถึงสภาพแท้จริงในบ้านสักเท่าไร ตอนนี้นางกลัวว่าจะพูดกันไปคนละเรื่องจึงรีบขัดขึ้นว่า “ท่านพ่อ ท่านก็รู้ว่าสวีเหล่าไท่ไท่ทำเรื่องดี ๆ ไม่เคยสำเร็จ แต่ทำเรื่องแย่ ๆ ให้เกิดขึ้นมานักต่อนักแล้ว ท่านรีบเล่าความจริงให้ข้าฟัง ข้าจะหาหมอความมาช่วยจัดการเรื่องนี้โดยเร็วที่สุด กันไม่ให้นางมาก่อเรื่องวุ่นวาย ข้าไม่อยากให้นางทำจากไม่มีเรื่องกลายเป็นมีเรื่อง แล้วสุดท้ายยังจะมาโอ้อวดทับถมต่อหน้าท่านปู่”

ชุนต้าซันเป็นลูกกตัญญูคนหนึ่ง เมื่อคิดถึงสภาพของบิดาจะต้องถูกแม่ยายข่มเอาแล้วจึงไม่สนใจอะไร ตัดสินใจเล่าให้ชุนถูหมีฟังว่า “มีคนคิดจะให้ร้ายพ่อ”

“เรื่องเป็นอย่างไร” ชุนถูหมีซักต่อ

“หลายวันก่อน พ่อเก็บเงินส่วนตัวได้จำนวนหนึ่ง แม้จะมีไม่มากนัก แต่ก็พอทำปิ่นเงินให้เจ้าด้ามหนึ่ง” ชุนต้าซันสูดหายใจลึกๆ เพื่อทำใจให้สงบเยือกเย็น เล่าต่อไปอย่างช้า ๆ “ร้านเครื่องเงินวั่นเหอในตัวอำเภอมีเครื่องประดับใหม่ ๆ เข้าร้านอยู่ประจำ เป็นของที่มาจากเมืองฉางอันทั้งนั้น พ่อคิดว่าใกล้วันเกิดครบรอบสิบสี่ปีของเจ้าแล้ว อยากจะซื้อให้เจ้าสักด้าม...”

ชุนถูหมีซาบซึ้งใจนัก บิดารูปงามคนนี้ให้ความรักใคร่เอ็นดูนางมาก ที่ว่าเงินเก็บส่วนตัวก็คงจะเป็นเงินเก็บส่วนตัวจริง ๆ เขามีเบี้ยหวัดไม่มาก ได้มาก็ให้เป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน ไหนจะมีการสังสรรค์ระหว่างนายทหารด้วยกัน เงินที่เขาเก็บมาได้จำนวนนี้คงจะใช้เวลาเก็บมานานทีเดียว

จู่ ๆ ชุนถูหมีคิดถึงเพลงในยุคปัจจุบันที่เคยได้ยินขึ้นมาว่า

‘ลูกสาวบ้านอื่นมีเครื่องประดับสวมใส่ แต่พ่อไม่มีเงินซื้อให้ ใช้ด้ายสีแดงมามัดผมให้ลูกสาว’

ไม่ว่าของสิ่งนั้นจะมีราคามากน้อยแค่ไหน สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือความตั้งใจ ต่อให้ท่านพ่อของนางเป็นเศรษฐีมีเงิน ถึงจะมอบเพชรนิลจินดา เครื่องประดับราคาแพง ก็ยังไม่มีค่าเท่ากับปิ่นเงินถูก ๆ ด้ามหนึ่งที่มอบให้ด้วยใจจริง

“หลังจากนั้นล่ะเจ้าคะ” เสียงของนางสั่นเครือ เมื่อรู้ว่าบิดาถูกคนอื่นใส่ร้ายขณะออกมาซื้อของให้ตน จึงรู้สึกว่าตัวเองต้องรับผิดชอบกับเรื่องนี้ไม่น้อย

ชุนต้าซันหยุดชะงัก มองดวงหน้าเล็ก ๆ ที่ดูอ่อนเยาว์ของลูกสาว มองมือคู่เล็กบอบบางที่จับลูกกรงเอาไว้ บังเกิดความละอายใจและเห็นใจในตัวลูกสาว ถ้าไม่ใช่เพราะเกิดเรื่องขึ้นกับเขา ลูกสาวที่มีอายุแค่สิบสี่ปีคนนี้จะวิ่งมาเยี่ยมเขาถึงห้องขังได้อย่างไร เขาคิดว่านางอาจจะต้องยัดเงินเป็นสินบนให้กับหัวหน้าผู้คุมและผู้คุมคนอื่น ๆ อาจถูกหัวเราะเยาะและถูกดูแคลน นับเป็นเรื่องที่สร้างความลำบากใจให้กับลูกสาวสุดที่รักของเขาไม่น้อย

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 3 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Gungkoy
ขอบคุณค่ะ สนุกๆ
เมื่อ 5 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว