ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-41   ไม่ว่าเรื่องอะไรเมื่อเกิดขึ้นใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ย่อมมีด้านมืดให้เห็น

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

41   ไม่ว่าเรื่องอะไรเมื่อเกิดขึ้นใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ย่อมมีด้านมืดให้เห็น

ถ้าเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เถ้าแก่เนี้ยฟางคงจะพิสูจน์ตัวเองได้ยาก

ถ้าเกิดมีใครต้องการใส่ร้ายป้ายสี ใส่ยาพิษในอาหาร นางสามารถปฏิเสธการรับผิดในเรื่องนี้ได้ แต่ถ้าเกิดเป็นความผิดพลาดของขั้นตอนการประกอบอาหารจนทำให้ลูกค้าถึงแก่ความตาย จะถูกตัดสินด้วยโทษหนักหรือเบาก็คงต้องดูที่ผู้พิจารณาคดี

น้ำแกงปลาขายมานานหลายปีไม่เคยมีใครกินแล้วเป็นอะไร ทำไมจู่ๆ จึงเกิดเรื่องขึ้นเล่า?

ถ้าเกิดมีคนตั้งใจนำข้อเท็จจริงเรื่องนี้มาตั้งข้อหากับเถ้าแก่เนี้ยฟาง ว่าทั้งๆ ที่รู้ว่าต้องปรุงอาหารประเภทนี้อย่างระมัดระวัง แต่ก็ยังทำให้เกิดปัญหา จากมุมมองของคนทั่วไป อย่างไรเสียเถ้าแก่เนี้ยฟางก็มีความผิด ถ้าตั้งข้อหาว่านางฆ่าคนตายโดยไม่เจตนา เถ้าแก่เนี้ยฟางคงโต้แย้งลำบาก

“ท่านพ่อ สถานการณ์ของเถ้าแก่เนี้ยฟางไม่สูดีนัก พวกเราจะช่วยนางไหมเจ้าคะ” ชุนถูหมีหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจถามขึ้น

ชุนต้าซันเองก็สับสนไม่อาจพูดอะไรออกมาได้

เขารู้จักกับเถ้าแก่เนี้ยฟางมาหกเจ็ดปี เริ่มแรกเป็นการรู้จักระหว่างผู้เช่ากับผู้ให้เช่า แต่เมื่อได้พูดคุยกันแล้วก็พบว่าคุยกันถูกคอ แม้นางจะเป็นหญิงแต่เป็นหญิงใจกว้าง ไม่หยุมหยิม มีความจริงใจและมีมารยาทกับผู้อื่น ถูกจริตเขานัก

เวลามีอะไรก็ช่วยเหลือกันเต็มที่ เรียกได้ว่าร่วมทุกข์กันมาก็ไม่น้อย เขาเองยังเคยหวั่นไหวไปกับเถ้าแก่เนี้ยฟาง ทว่าอีกฝ่ายกลับมีท่าทีที่ไม่ชัดเจน อีกทั้งไม่เคยพูดถึงอดีตที่ผ่านมาให้ฟัง

ชุนต้าซันไม่ใช่คนขี้ตื๊อ รู้สึกว่าอีกฝ่ายคงจะมีเรื่องลำบากใจจึงไม่พูดถึงเรื่องทำนองชู้สาวอีก ทำตัวเป็นเหมือนสหายทั่วไป ต่อมาเขาก็แต่งนางสวีซื่อ จึงไม่เคยคิดถึงเถ้าแก่เนี้ยฟางในแง่นั้นอีกเลย

ตอนที่สกุลชุนตกที่นั่งลำบาก เถ้าแก่เนี้ยฟางยื่นมือช่วยเหลืออย่างไม่มีข้อแม้ ตอนนี้เมื่อนางถูกจับขังคุก ไม่ว่าจะคิดในด้านไหน สกุลชุนก็ไม่อาจนิ่งดูดาย ก่อนกลับบ้านเขายังไปที่ห้องขังนักโทษหญิง เถ้าแก่เนี้ยฟางห้ามไม่ให้เขามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เพื่อจะได้ไม่สร้างความลำบากให้กับบุตรสาวและทางบ้าน เถ้าแก่เนี้ยฟางพูดถึงขนาดนี้ ถ้าเขายังนิ่งดูดาย ก็ไม่ใช่คนแล้ว

ทว่าเขาไม่เข้าใจกฎหมาย นอกจากวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่มีความสามารถอย่างอื่นที่จะช่วยนางได้ แต่คำถามของลูกสาวที่ถามเมื่อครู่ คงต้องการถามว่าต้องการให้นางยื่นมือมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่ ถึงจะไม่รู้ว่าทำไม แต่เขารู้สึกว่าลูกสาวตนมีพรสวรรค์และเข้าใจในตัวบทกฎหมายเป็นอย่างดี

ทว่า ถ้าเรื่องนี้สามารถใช้ชีวิตของเขาตอบแทนบุญคุณของเถ้าแก่เนี้ยฟางได้ เขาก็จะทำอย่างไม่รีรอ แต่เมื่อเกี่ยวพันกับชื่อเสียงของลูกสาวทำให้เขาไม่อยากพยักหน้ารับปาก

“ผลลัพธ์ที่แย่ที่สุดของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร” ชุนต้าซันถามอย่างลังเล

“ท่านพ่อ แม้กฎหมายจะมีหลักเกณฑ์ตายตัว แต่พอขึ้นศาล เนื้อหลักใจความของคดีก็อาจเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา” ชุนถูหมีกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เรื่องนี้เกี่ยวพันกับชีวิตคน ดังนั้นอาจเป็นทั้งเรื่องใหญ่หรือเรื่องเล็กก็ได้ ถ้าเกิดผู้พิจารณาคดีคิดว่าเกิดจากความไม่ตั้งใจ อย่างมากเถ้าแก่เนี้ยฟางก็ชดใช้เงินให้กับลูกค้าที่เจ็บป่วยจากเหตุการณ์นี้ แล้วเงินค่าปรับที่ตัวนางต้องจ่ายก็อาจจะไม่มากนัก แต่ถ้าเกิดตั้งข้อหาว่านางฆ่าคนตายโดยประมาท แม้จะสามารถเสียค่าปรับเพื่อไม่ต้องรับโทษได้ ทว่าเงินค่าปรับนั้นจะเป็นจำนวนมหาศษล ดีไม่ดี เถ้าแก่เนี้ยฟางอาจต้องสิ้นเนื้อประดาตัว”

“เงินทองเป็นของนอกกาย ขอให้คนปลอดภัยไว้ก่อน” ชุนต้าซันเอ่ยขึ้น

“แต่การฆ่าก็แบ่งเป็นการฆ่าโดยเจตนา การฆ่ากึ่งเจตนา การฆ่าโดยไม่เจตนา ถ้าเกิดถูกตั้งข้อหาเป็นการฆ่าโดยเจตนาเล่าเจ้าคะ” ชุนถูหมีย้อนถาม “เรื่องนี้ก็คงไม่อาจใช้เงินทำให้ยุติความ แล้วอีกอย่าง เถ้าแก่เนี้ยฟางเป็นเพียงชาวบ้านทั่วไป ไม่ได้อยู่หนึ่งในแปดประเภทของนักโทษที่มีสิทธิพิเศษ[1] นางอาจจะถูกตัดสินประหารชีวิตด้วยการแขวนคอ”

อะไรที่เรียกว่าฆ่าโดยเจตนา ฆ่ากึ่งเจตนา ฆ่าโดยไม่เจตนา

อะไรที่เรียกว่านักโทษแปดประเภทที่มีสิทธิพิเศษ

ชุนต้าซันไม่เข้าใจสักอย่าง แต่เขารู้ว่าการประหารชีวิตด้วยการแขวนคอคืออะไร กฎหมายของต้าถังไม่มีการประหารด้วยการแล่เนื้อ ตัดตัวเป็นสองท่อน หรือวิธีการลงทัณฑ์แบบแปลกๆ มีการลงโทษทั้งหมดเพียงห้าชนิด

หนึ่ง โบยด้วยไม้ไผ่หรือแผ่นไม้ที่เหลาเป็นเส้นเล็ก

สอง การโบยด้วยไม้ที่มีหนามแหลมติดอยู่

สาม จำคุก... สามชนิดแรกจะมีอย่างละห้าระดับ

สี่ การเนรเทศซึ่งก็แบ่งออกอีกสามระดับ

ห้า ประหารชีวิต ซึ่งจะแบ่งออกเป็นสองระดับ ระดับแรกคือการแขวนคอ ก็จะตายอย่างมีศพครบถ้วน ระดับที่สองคือตัดคอ นับเป็นการลงโทษที่รุนแรงที่สุด

“ทำไมถึงตัดสินว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางเจตนาฆ่า?” ชุนต้าซันหน้าตาซีดขาว ถามอย่างตกใจ “ข้าได้ยินนางบอกว่า วิธีการทำอาหารของนางไม่มีปัญหาแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงมีพิษในน้ำแกง ไม่แน่ว่าอาจจะมีใครต้องการให้ร้ายนาง แล้วทำไมถึงบอกว่านางตั้งใจฆ่าคน ถ้านางตั้งใจจริงๆ ทำไมคนอื่นถึงไม่เป็นอะไรมากนอกจากจ้าวเหล่าชีคนเดียว”

“ท่านพ่อ ข้าไม่ได้บอกว่าผู้พิจารณาคดีจะต้องตัดสินว่าเถ้าแก่เนี้ยฟางมีโทษฆ่าคนโดยเจตนา แต่บอกว่าอาจจะเป็นไปได้เจ้าค่ะ”

ชาติที่แล้ว นางเคยเป็นเด็กฝึกงานในสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งระหว่างการเรียนกฎหมาย

หลังจากสอบผ่านการเป็นทนายก็ขึ้นศาลว่าความ

นางเจอคดีมามากมาย ไม่ว่าจะเป็นคดีที่กลับดำเป็นขาว ชี้นกเป็นไม้ สร้างความสับสนในข้อเท็จจริงอะไรพวกนี้ก็เคยได้เห็น ได้ยิน และยังเคยทำตัวมือตนเองมาไม่น้อย ดังนั้นชุนถูหมีจึงเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า ถ้าคดีอยู่ในมือทนายที่เก่งๆ บางทีข้อเท็จจริงก็ไม่สำคัญ พวกเขาสามารถพลิกดำเป็นขาว พลิกถูกเป็นผิดได้อย่างไม่ยากเย็น

ไม่ว่าเรื่องอะไรเมื่อเกิดขึ้นใต้ดวงอาทิตย์ดวงนี้ ย่อมมีด้านมืดให้เห็น

กฎหมายก็เช่นกัน!

“แล้วจะทำอย่างไรดี” ชุนต้าซันร้อนใจ “เราจะนิ่งดูดายให้เถ้าแก่เนี้ยฟางถูกคนใส่ร้ายไม่ได้” เขาเหมือนจะคิดถึงอะไรขึ้นมาได้ จู่ๆ ก็ลุกขึ้นพรวดพราด “เราต้องหาหมอความมาให้นาง คราวที่แล้วเจ้าบอกว่าหาหมอความให้พ่อไม่ใช่หรือ”

“คนผู้นั้นเชื่อถือไม่ได้เจ้าค่ะ” ชุนถูหมีรังเกียจชิงชังซุนซิ่วไฉอย่างที่สุด เพราะว่าเขาเป็นหมอความที่ชั่วช้าตามแบบฉบับ ‘กินคนไม่คายกระดูก’ อย่างที่ชาวบ้านว่าไว้ เขาไม่มีมโนธรรม ไม่มีความเห็นใจ แม้แต่ความละอายใจและจริยธรรมในอาชีพก็ไม่มี

“ท่านพ่อ ครั้งที่แล้วคดีของท่าน ข้าสงสัยว่ามีคนคอยบงการอยู่เบื้องหลัง ไม่อย่างนั้นจางอู่เหนียงไม่มีทางหาเรื่องฟ้องท่านอย่างไร้สาเหตุ หลังจากนั้นนางก็ไม่มีทางหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยได้ภายในวันเดียว ซุนซิ่วไฉคนนั้นรับปากข้าเอาไว้แต่แรก แต่ต่อมาก็หายตัวไปเฉยๆ นิสัยเขาเป็นอย่างไรเราไม่ต้องพูดถึง แต่ถ้าเกิดมีคนให้เงินเขาเพื่อให้เขาหายตัวไปทำให้พวกเราสองพ่อลูกต้องตกที่นั่งลำบากจะว่าอย่างไร เรารับประกันไม่ได้ว่าคนอย่างนี้จะไม่ทำตัวไร้สัจจะอีกเป็นครั้งที่สอง”

“แต่...” ชุนต้าซันมองลูกสาวขึ้นๆ ลงๆ เขาไม่อาจทำให้นางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง จึงพูดอึกๆ อักๆ “ถ้าอย่างนั้น ให้พ่อขึ้นศาลโต้แย้งแทนเถ้าแก่เนี้ยฟางดีไหม ถึงพ่อจะไม่เข้าใจกฎหมาย แต่เจ้าสอนพ่อว่าจะต้องพูดอย่างไรในศาลได้ไม่ใช่หรือ”

“จะได้อย่างไรเจ้าคะ การไต่สวนและการโต้แย้งในศาลจะต้องปรับเปลี่ยนไปตามวาระและโอกาส” ชุนถูหมีแย้งอย่างอ่อนใจ “แล้วอีกอย่าง คนที่ไม่ใช่หมอความและผู้เกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง จะต้องออกไปยืนดูการไต่สวนด้านนอก แล้วถ้าเกิดมีเหตุการณ์ที่นอกเหนือจากความคาดหมายขึ้นมา ข้าจะเตือนท่านพ่อได้ทันท่วงทีได้อย่างไร อีกอย่างหนึ่ง หากไม่ใช่หมอความจะไม่อาจขอดูบันทึกการสืบสวนของที่ว่าการอำเภอ หากท่านพ่อเก่งพอที่จะขอเข้าไปดูแต่ท่านจะท่องจำมาบอกให้ข้าฟังได้หมดหรือเจ้าคะ แบบนี้เสียทั้งเวลาเสียทั้งพลังงาน ถึงพวกเราจะรอได้ แต่ใต้เท้าทั้งหลายในศาลจะรอได้หรอกหรือ?”

“แต่...”

ชุนถูหมีขัดคำว่า ‘แต่’ ครั้งที่สามของชุนต้าซัน “ท่านพ่อเป็นเพียงสหายของเถ้าแก่เนี้ยฟาง ถ้าเกิดท่านออกหน้าแทนเถ้าแก่เนี้ยฟางในเรื่องนี้ คนอื่นจะเอาไปลือกันว่าอย่างไร พวกท่านไม่ได้เป็นอะไรกันสักหน่อย ท่านปกป้องนางอย่างนี้จะดีหรือ? นอกจากจะมีผลต่อชื่อเสียงของท่านแล้วคิดว่าจะต้องส่งผลถึงอนาคตการงานของท่านด้วย ส่วนเถ้าแก่เนี้ยฟางยิ่งต้องถูกคนสาดโคลนใส่แน่ๆ นางเป็นผู้หญิงตัวคนเดียวสามารถเปิดร้านอาหาร สร้างร้านหลินสุ่ยจนกลายเป็นร้านอาหารอันดับหนึ่งในอำเภอฟ่านหยาง ย่อมต้องมีคนอิจฉาตาร้อน รอโอกาสที่จะซ้ำเติมนางอยู่แล้ว”

---------------

[1]เป็นสิทธิพิเศษของขุนนางที่ทำผิดในสมัยโบราณ ที่ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการพิจารณาโทษจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่สามารถยื่นเรื่องให้ฮ่องเต้เป็นผู้ตัดสินได้เลย จะลงโทษหนักเบาก็แล้วแต่ฮ่องเต้ จะแบ่งนักโทษเป็นแปดประเภท 1.พระญาติ เชื้อพระวงศ์ 2.พระสหาย 3.นักบวชผู้มีชื่อเสียงในด้านการบำเพ็ญเพียร 4.ขุนนางที่มีความสามารถ 5.ผู้ที่มีความชอบ อาทิ คนที่สอบเป็นบัณฑิตประจำประเทศ หรือมีบรรดาศักดิ์ 6.ขุนนางขั้นสามขึ้นไป และ ขุนนางผู้มีบรรดาศักดิ์ขั้นหนึ่ง 7.ผู้ทำประโยชน์แก่ชาติบ้านเมือง 8.ทายาทของผู้ครองแผ่นดินในรัชกาลก่อน

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย rose2521
ลุ้นๆนางว่าความ
เมื่อ 6 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

ความเห็นโดย Walai Saelee-chaisongkram
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 6 เดือน 4 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว