ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律-11 ประมาทเกินไป

โดย  โปรเจคพิเศษ by Hongsamut

ทนายสาว ถึงคราวสู้ 美人谋律

11 ประมาทเกินไป

การยื่นคำร้องทุกข์ให้กับทางการเรียกว่า ‘ส่งคำร้อง’

จะมีจู๋เตี่ยนเป็นผู้พิจารณาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ ถ้ารับคำรองแล้วหากเป็นคดีทั่ว ๆ ไป ขอแค่มีรายละเอียดของเรื่องที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน มีพยานหลักฐานแน่นหนา อีกทั้งยังตรงกับบทลงโทษที่กำหนดในกฎหมายอย่างชัดเจน เมื่อจู๋เตี่ยนพิจารณาอย่างละเอียดดีแล้วก็จะออกเป็นหนังสือตัดสินความ จากนั้นจึงจะเรียกผู้เกี่ยวข้องกับคดีมาไต่ถามในศาลอีกสองสามคำ แล้วก็อ่านคำพิพากษา ซึ่งก็คือคำตัดสินคดีนั่นเอง

ถ้าเกิดผู้ต้องหาไม่ยอมรับคำตัดสิน สามารถยื่นอุทธรณ์ได้ภายในสามเดือนเพื่อขอให้ทางการสืบคดีนี้ซ้ำอีกครั้ง จะต้องเป็นคดีที่ค่อนข้างใหญ่นายอำเภอจึงจะเป็นผู้อ่านเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือเป็นผู้ไต่สวนคดีด้วยตัวเอง และจะต้องไต่สวนให้ครบสามรอบ หรือที่เรียกว่าสามศาล

จากข้อนี้เห็นได้ว่าการเขียนคำร้องที่ยอดเยี่ยมนั้นมีความสำคัญมากมายเพียงใด

ชาวบ้านระดับล่างในสมัยโบราณมีคนที่รู้หนังสือไม่มากนัก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่กล่าวมาทั้งหมด

กั้วเอ๋อพูดถูกอย่างหนึ่งก็คือ การเป็นหมอความมีอนาคตไกล หาเงินได้คล่อง ก็ของหายากย่อมมีราคาแพง แต่เสียดายที่ฐานะของหมอความต่ำต้อย ในสายตาของคนทั่วไปจะมองว่าเป็นคนไม่ดี ไม่มีใครอยากเข้าไปยุ่งเกี่ยว นอกจากจะมีเรื่องถึงขั้นขึ้นโรงขึ้นศาล

แต่ซุนซิ่วไฉคนนี้ถือได้ว่าเรียกเก็บเงินซี้ซั้ว เป็นเหมือนพวกตั๊กแตนที่พอได้กัดก็ต้องดูดเลือดเหยื่อจนกว่าจะพอใจ เมื่อเป็นเช่นนี้สำหรับชาวบ้านระดับล่าง การฟ้องร้องจึงกลายเป็นเรื่องที่มีค่าใช้จ่ายสูงเกินตัว แค่ร้องทุกข์สักคดีก็อาจทำให้ฉิบหายวายวอด ล้มละลายกันเลยทีเดียว ถ้าเกิดหาคนที่รู้จักหนังสือเขียนคำร้องอย่างส่งเดช เกิดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการฟ้องร้องขึ้นมาก็ยิ่งเสียหายหนัก

หลังจากอธิบายเรื่องของหมอความให้กั้วเอ๋อและพี่เสี่ยวจิ่วฟังอย่างคร่าว ๆ ทั้งสองคนมีความประหลาดใจไปกับความยุ่งยากในขั้นตอนการฟ้องร้องและความสำคัญของหมอความเป็นอันดับแรก ต่อมาก็มีความนับถือเลื่อมใสในตัวคุณหนูชุนเป็นอย่างมาก

คุณหนูที่ถูกเลี้ยงดูอยู่แต่ในบ้านถึงกับรู้เรื่องการขึ้นโรงขึ้นศาลมากมายขนาดนี้ จะไม่ให้พวกเขานับถืออย่างหมดหัวใจได้อย่างไร

คนรับใช้บ้านซุนเชิญทั้งสามคนเข้าไปในห้อง ซุนซิ่วไฉฟังเรื่องราวจากชุนถูหมีแล้วก็เปิดราคาถึงการเป็นตัวแทนแก้ต่างที่ศาลสามสิบตำลึง ทั้งยังต้องจ่ายเงินมัดจำไว้ก่อนห้าตำลึง

แม้กั้วเอ๋อจะปวดใจกับจำนวนเงินที่เท่ากับค่าเช่าตลอดทั้งปีของร้านหลินสุ่ย แม้พี่เสี่ยวจิ่วจะตกตะลึงในใจ แต่ก็พวกเขาก็ยังรักษาสีหน้านิ่งเฉย มิได้แสดงกริยาอาการที่ไม่สมควรออกมา ทำให้ซุนซิ่วไฉถึงกับต้องตั้งใจมองพวกเขาเสียใหม่

ซุนซิ่วไฉผู้นี้อายุสามสิบปีกว่า รูปร่างสันทัดค่อนข้างผอม ผิวขาวสะอาด ท่าทางเหมือนบัณฑิตเรียบร้อยสุภาพแต่ดวงตากลับเป็นประกายแวววาวราวกับมีน้ำกลิ้งไปมา ถึงขนาดทำให้ผู้พบเห็นรับรู้ถึงความฉลาดและเห็นแก่ได้อย่างชัดจนเกิดความไม่สบายใจ

“ที่ว่าการอำเภอของพวกเราจะรับเรื่องร้องทุกข์ในวันคี่แล้ววันคู่จึงจะมีการไต่สวน แต่ว่าการทำงานช่วงเช้าจะเป็นการจัดการงานราชการประจำวันทั่วไป ตอนเย็นจึงจะเริ่มไต่สวนคดี จะมีการเขียนเวลาที่จะทำการไต่สวนของวันนั้นในป้ายประกาศแปะอยู่ด้านหน้า พรุ่งนี้คุณหนูชุนให้คนไปคอยดูไว้ตั้งแต่เช้าตรู่ก็แล้วกัน ส่วนตอนบ่ายให้ไปตรงตามเวลา รอข้าอยู่หน้ากำแพงบังตา[1]ของที่ว่าการอำเภอ”

ซุนซิ่วไฉเก็บพัดจีบที่แทบไม่มีประโยชน์ในฤดูกาลนี้ขึ้นมา “คดีนี้ดูเป็นคดีที่ให้ร้ายอีกฝ่ายอย่างชัดเจน แต่ว่าเหตุการณ์ก็ซับซ้อน ดังนั้นข้าอาจต้องใช้เวลาในการไตร่ตรองก่อนจึงจะลงมือเขียนคำร้องได้ พรุ่งนี้ข้าจะนำคำร้องไปพร้อมกับตอนขึ้นศาล”

“ท่านซุนจะไม่ฟังความเห็นเกี่ยวกับคดีนี้ของข้าก่อนหรือ” ชุนถูหมีกล่าวอย่างไม่รีบไม่ร้อน “ก่อนนี้พวกเราไปหาข้อมูลมาบ้างแล้ว พบว่ามีข้อพิรุธอยู่มาก” การมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมเป็นเรื่องดี แม้ชุนถูหมีจะไม่คุ้นเคยเกี่ยวกับการว่าความในสมัยถัง แต่นางก็รู้ดีว่าถึงจะเป็นทนายที่มีความเก่งกาจเพียงใด ก็จะต้องมีการเตรียมตัวที่ละเอียดและจริงจังจึงจะทำงานสำเร็จ

“พอดีข้ามีเรื่องเร่งด่วนที่จะต้องจัดการ” ซุนซิ่วไฉลุกขึ้นอย่างลำบากใจ เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง “ถ้าไม่อย่างนั้น คุณหนูเขียนข้อพิรุธที่ท่านคิดเอาไว้ก่อน แล้วข้าจะกลับมาอ่านอีกที ข้าจะให้คนหาเครื่องเขียนมาให้”

ในเมื่อเวลากระชั้น ภาระก็มาก ทนายก็ดันมีเรื่องอื่นให้จัดการ สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงเท่านี้

ชุนถูหมีรับคำ หลังจากซุนซิ่วไฉออกไปแล้วนางก็นั่งเขียนข้อสงสัยในคดีนานถึงกว่าหนึ่งชั่วยาม ประการแรก ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดตรงไหนของเหตุการณ์ก็ต้องเขียนให้เข้าใจ ประการที่สอง นางไม่มีความทรงจำเดิม และไม่ได้รับความสามารถเดิมที่ร่างนี้เคยมีมาก่อน แม้จะพูดภาษาโบราณที่ฟังแล้วแปลกประหลาด และอ่านตัวอักษรแบบตัวเต็มได้ แต่พอให้เขียนขึ้นมาจริง ๆ นางก็จำเป็นต้องค่อย ๆ เขียนไปทีละขีดทีละเส้น ไม่อย่างนั้นตัวนางเองก็อาจจำไม่ได้ว่าเขียนอะไรไปบ้าง

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของชุนถูหมี อย่าว่าแต่งานเย็บปักถักร้อยเลย หลายอย่างก็เปลี่ยนไปด้วยเหมือนกัน แค่ให้นางเย็บผ้านิด ๆ หน่อย ๆ ก็ยังบิด ๆ เบี้ยว ๆ เรื่องนี้นางหาข้ออ้างว่าอยู่ ๆ นิ้วมันแข็ง ข้อมือก็ขยับไม่ได้ดังใจ จนทำให้สองพ่อลูกสกุลชุนคิดว่านางยังไม่หายจากอาการป่วยหนัก สงสารเสียจนไม่รู้จะทำอย่างไร

หลังจากที่ชุนถูหมีจากไปไม่นาน ซุนซิ่วไฉก็กลับเข้ามา เขามองกระดาษที่อยู่บนโต๊ะ ดูลายมือที่เขียนเหมือนไก่เขี่ยบนนั้นแล้วใบหน้าก็แสดงความดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด เขาโยนกระดาษทิ้งในตะกร้าทันที

คนรับใช้ถามอย่างข้องใจ “นายท่านไม่ดูหน่อยหรือขอรับ”

ซุนซิ่วไฉส่งเสียงฮึ่มก่อนจะเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจว่า “แค่เด็กผู้หญิงที่มีชาติกำเนิดทหาร ในบ้านไม่มีคนที่จะสอบเข้ารับราชการตำแหน่งสูงได้เลยสักคน จะไปรู้เรื่องอะไร นางก็แค่รู้จักหนังสือไม่กี่คำ มาทำวุ่นวายเพราะคิดว่าตัวเองฉลาด ที่ข้าปล่อยให้นางเขียนก็เพราะไม่อยากให้นางสร้างความรำคาญใจให้ เจ้าคิดว่าข้ายังต้องการให้นางออกความคิดเห็นแทนอีกงั้นหรือ”

คนรับใช้พยักหน้ารับคำ เขาพูดต่อไปว่า “นายท่าน มีคุณชายท่านหนึ่งต้องการพบท่าน ดูจากเสื้อผ้าการแต่งกายที่หรูหราเขาไม่น่าจเป็นชาวบ้านร้านตลาดทั่วไป จะเชิญเข้ามาหรือไม่ขอรับ”

“รีบเชิญ” ซุนซิ่วไฉจัดเสื้อผ้าให้เข้าที่แล้วออกคำสั่งกับคนรับใช้

ชุนถูหมีไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นในบ้านสกุลซุนแม้แต่น้อย

แต่ไม่รู้ว่าทำไมนางรู้สึกกระวนกระวายอยู่ตลอด ข้าวก็กินไม่ลง ตกกลางคืนยังนอนไม่หลับ พลิกไปพลิกมาอย่างกระสับกระส่าย สุดท้ายนางจึงควานหาเสื้อคลุมแล้วลุกขึ้นจากเตียง เดินออกมานั่งเขียนหนังสือคำร้องบนโต๊ะด้านนอกที่ถูกกั้นด้วยประตูบานเฟี้ยมแปดบาน

กั้วเอ๋อพักอยู่ห้องข้าง ๆ อีกทั้งยังเป็นเด็กหญิงอายุน้อย พอหัวถึงหมอนก็นอนหลับไม่เรื่องรู้ราว ไม่มีทางเข้ามาบ่นให้นางรำคาญหู จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มเห็นแสงรำไร กั้วเอ๋อตื่นนอนขึ้นมา จึงเห็นชุนถูหมีเดินกลับไปนอนอีกรอบ

เวลาเที่ยงวัน พี่เสี่ยวจิ่วสอบถามถึงเวลาของการไต่สวนคดีจากที่ว่าการอำเภอรอบเย็นมาได้แล้ว ชุนถูจึงหมีกินบะหมี่เปล่าอย่างรีบร้อนแล้วขึ้นรถไปที่ว่าการอำเภอพร้อมกัน

ระหว่างนั้น ได้ยินว่านางสวีซื่อปวดหัวไม่สบาย จึงเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องตะวันออกกับเสี่ยวฉิน ไม่ยอมโผล่หน้าแม้ออกมาแม้แต่นิดเดียว

ส่วนชุนถูหมี นางรออยู่หน้ากำแพงบังตาที่อยู่ด้านในที่ว่าการอำเภออยู่นานก็ไม่เห็นเงาของซุนซิ่วไฉแม้แต่น้อย เมื่อเห็นว่าใกล้เวลาจะเปิดศาลแล้วจึงรีบสั่งให้พี่เสี่ยวจิ่วไปดู ปรากฏพี่เสี่ยวจิ่วนำข่าวมาบอกว่าซุนซิ่วไฉมีธุระด่วนออกจากอำเภอไปและจะยังไม่กลับมาภายในสามวันนี้

ไร้จรรยาบรรณในอาชีพเกินไปแล้ว! ชุนถูหมีโมโหถึงขีดสุด

แต่เมื่อคิดอีกทีก็รู้สึกว่าน่าจะมีเงื่อนงำ

เงินตั้งสามสิบตำลึงเชียวนะ พวกเขาอาศัยอยู่ในพื้นที่กันดาร ห่างไกล และยังอยู่ในเขตปกครองของทางกองทัพ เงินสามสิบตำลึงถือเป็นเงินจำนวนมาก ถ้าคิดเป็นเงินหยวนปัจจุบันก็มีค่าถึงหกหมื่นหยวน[1] คนละโมบอย่างซุนซิ่วไฉจะทิ้งไปเฉย ๆ ได้รึ? ที่บ้านเขาก็ไม่มีใครตาย แล้วยังจะมีเรื่องใหญ่โตอะไรอีก?

ในเวลาสำคัญกลับมาหายตัวไปเฉย ๆ จะต้องมีเบื้องหลังแอบแฝง

ข้อแรก เป็นไปได้ว่าเขารับคดีที่ใหญ่กว่าเอาไว้จึงละโมบอยากจะได้เงินของฝั่งที่จ่ายมากกว่า พอสองคดีมีเวลาว่าความชนกัน ทำให้เขาเลือกที่จะทำงานที่ได้เงินมาก แต่ถ้าเกิดเป็นเช่นนั้นจริงๆ ทำไมเขาถึงไม่ส่งคนมาพูดจาตกลงกับนาง แล้วคืนเงินมัดจำห้าตำลึงนั่นมา

ข้อสอง คงเป็นเพราะนางประมาทเกินไป เมื่อวานนี้นางทำผิดมหันต์อยู่ข้อหนึ่ง เป็นความผิดพลาดที่ร้ายแรงพอควร นางมีความคิดว่าตนเองมีความรู้มากกว่าคนโบราณ ความคิดนี้ซ่อนลึกอยู่ภายในใจ ส่งผลให้นางใช้วิธีผิด คิดจะข่มขู่จางอู่เหนียง แต่ลืมไปว่าการทำเช่นนั้นเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่น เปิดเผยไพ่ตายของตัวเองให้อีกฝ่ายรู้

------------------------------------

[1] บ้านสมัยโบราณ เวลาผ่านหน้าประตูใหญ่เข้ามา จะมีเหมือนกำแพงหินสูง ๆ ขวางอยู่ตรงทางเดินแผ่นหนึ่ง ทำให้คนที่เข้ามาแล้วต้องเดินอ้อมกำแพงนี้ก่อนจึงจะเข้าเดินเข้าไปในตัวบ้านได้ ที่สร้างกำแพงเช่นนี้ขึ้นมา เพราะเอาไว้บังตาวิญญาณ ไม่ให้เข้าไปในตัวบ้านได้ เพราะเชื่อว่าวิญญาณจะเดินอ้อมไม่เป็น

[2] ประมาณสามแสนบาท

รีวิวจากผู้อ่าน

ความเห็นโดย ไวท์ ไวท์ ไวท์
สนุกมากก ขอบคุณนะคะ
เมื่อ 2 เดือน 3 วันที่แล้ว

ความเห็นโดย jewlew2526
ขอบคุณมากค่ะ
เมื่อ 2 เดือน 3 สัปดาห์ที่แล้ว

รีวิว